TEKA กางแผนไอพีโอ ลุยขยายพอร์ตรับเหมาก่อสร้าง คาดว่าเสนอขายหุ้นภายใน Q2/65

บมจ.ฑีฆาก่อสร้าง หรือ TEKA เดินหน้าเสนอขาย IPO 75 ล้านหุ้น ระดมทุนสนับสนุนศักยภาพการแข่งขัน และโอกาสรับงานใหม่ ทั้งภาครัฐ-เอกชน รับปี 65 แนวโน้มเศรษฐกิจฟื้น ขณะที่ TEKA งานในมือแน่นปึ้กทะลุ 2,200 ลบ. สนับสนุนแผนการรับรู้รายได้ปีนี้เติบโตฉลุย ซึ่งยังไม่นับรวมโอกาสการเข้าร่วมประมูลงานใหม่ ด้าน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางการเงิน เผยคาดว่าเสนอขายหุ้นภายในมิ.ย.นี้

นายวีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) หรือ TEKA ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมปี 2565 นับเป็นปีที่บริษัทฯ พร้อมก้าวสู่การเติบโตครั้งสำคัญ จากแผนการระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เงินระดมทุนจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมศักยภาพในการแข่งขัน และโอกาสขยายพอร์ตรับงานโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน รับภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างฟื้นตัว งานใหม่ๆ เริ่มทยอยเปิดประมูลเป็นจำนวนมาก

โดยปัจจุบัน TEKA มีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ราว 2,255 ล้านบาท ประกอบด้วย งานโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานจำนวน 8 โครงการ และงานบริการหลังการขายอีกจำนวนหนึ่ง โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้รวม 1,775.09 ล้านบาท คาดจะทยอยรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้ อีกทั้ง ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ณ วันที่ 23 มีนาคม 2565 บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโครงการใหม่เพิ่มเติมอีกจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ The Line Vibe ซึ่งมีกำหนดเริ่มก่อสร้างและรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2565 โดยมีมูลค่าโครงการตามสัญญาจำนวนประมาณ 480 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มความแข็งแกร่งของการรับรู้รายได้ในปีนี้ให้เติบโตกว่าปีที่ผ่านมาได้

นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) (TEKA) เปิดเผยว่า TEKA ได้ยื่นขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 75,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ในครั้งนี้ และคาดว่าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้

โดยวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับงานก่อสร้างที่อาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านจำนวนโครงการและมูลค่าโครงการ รวมถึงใช้ในการจัดหา ซ่อมแซม และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2564 รายได้รวมอยู่ที่ 1,605.04 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนราว 35.1% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และการปิดไซต์งานก่อสร้างชั่วคราวในเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว อีกทั้งมีโครงการขนาดใหญ่ซึ่งก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ มีมูลค่างานคงเหลือรอส่งมอบอีกไม่มาก จึงมีการรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 อย่างไรก็ดี บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตขึ้นอยู่ที่ 126.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 44.6% เนื่องจากมีระบบการบริหารจัดการภายในที่ดี และมีการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดต้นทุนงานก่อสร้างลงได้มากกว่าการลดลงของรายได้ ประกอบกับโครงสร้างรายได้จากงานภาครัฐซึ่งมีอัตรากำไรต่ำมีสัดส่วนลดลง โดยในปี 2564 มีสัดส่วนงานภาคเอกชน และภาครัฐบาลอยู่ที่สัดส่วน 90% และ 10% ตามลำดับ

ที่มา: ไออาร์ พลัส