OEE คืออะไร? ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณ OEE และความสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

OEE (Overall Equipment Efficiency) คือ ตัวชี้วัดที่สำคัญที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม การวัด OEE ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดอ่อนในกระบวนการผลิตและปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน

ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่า OEE คืออะไร วิธีการคำนวณ OEE และทำไม OEE จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต

OEE คืออะไร?

OEE หรือ Overall Equipment Efficiency คือ ค่าชี้วัดที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรในกระบวนการผลิต โดยจะประเมินจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:

  1. Availability (ความพร้อมใช้งาน): การวัดเวลาที่เครื่องจักรทำงานได้จริงเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมดที่เครื่องจักรสามารถทำงานได้
  2. Performance (ประสิทธิภาพ): การวัดความเร็วในการผลิตจริงกับความเร็วที่ควรจะเป็นตามที่ออกแบบไว้
  3. Quality (คุณภาพ): การวัดจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ได้ตามคุณภาพที่ต้องการเมื่อเทียบกับจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิต

การคำนวณ OEE จะช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุสาเหตุของการสูญเสียและพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการคำนวณ OEE

การคำนวณ OEE ทำได้ง่ายๆ โดยการนำค่าจาก 3 ปัจจัยหลักมาคูณกันตามสูตร:

OEE = Availability × Performance × Quality

ตัวอย่างการคำนวณ OEE

สมมติว่าเครื่องจักรทำงาน 8 ชั่วโมง (480 นาที) โดยหยุดพัก 30 นาทีจากการบำรุงรักษา และผลิตได้ 400 ชิ้นจากเป้าหมาย 500 ชิ้น

  • Availability (ความพร้อมใช้งาน): 450 นาที / 480 นาที = 0.9375 หรือ 93.75%
  • Performance (ประสิทธิภาพ): 400 ชิ้น / 500 ชิ้น = 0.8 หรือ 80%
  • Quality (คุณภาพ): 400 ชิ้นที่ผลิตได้มีคุณภาพ 100%

การคำนวณ OEE = 0.9375×0.8×1=0.75 หรือ 75 นั่นเอง

ทำไม OEE จึงสำคัญ?

  1. การระบุปัญหาการผลิต: OEE ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุได้ว่าเครื่องจักรมีปัญหาจากการหยุดทำงาน (Availability), ประสิทธิภาพในการผลิต (Performance) หรือคุณภาพ (Quality) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับปรุงได้ตรงจุด
  2. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ด้วยข้อมูลที่ได้จาก OEE ธุรกิจสามารถหาวิธีการลดเวลาหยุดทำงาน เพิ่มความเร็วในการผลิต และปรับปรุงการควบคุมคุณภาพ
  3. การลดต้นทุนการผลิต: OEE ช่วยให้ธุรกิจทราบถึงจุดที่สูญเสียประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร
  4. การติดตามประสิทธิภาพระยะยาว: OEE ช่วยให้สามารถติดตามและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องจักรในระยะยาว เพื่อหาวิธีการปรับปรุงในอนาคต

OEE ในการผลิตอุตสาหกรรม

ในอุตสาหกรรมการผลิต OEE เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการทำงานของเครื่องจักร โดยเฉพาะในโรงงานที่มีเครื่องจักรหลายตัวและมีการผลิตในปริมาณสูง โดย OEE ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • ติดตามการทำงานของเครื่องจักร
  • ระบุปัญหาที่เกิดจากการหยุดทำงานหรือการผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำ
  • ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน

สรุป

OEE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของเครื่องจักรและกระบวนการผลิต ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดที่สูญเสียประสิทธิภาพ และปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพ โดยการคำนวณ OEE และการติดตามค่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้นแน่นอนว่านอกเหนือจากการคำนวณแล้ว การปรับปรุงและพัฒนาย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และการใช้ตัวช่วยอย่าง MES และ ERP เข้ามาช่วยเหลือย่อมเป็นหนทางที่น่าสนใจไม่น้อย โดยคุณสามารถอ่านข้อมูลทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ARES

ที่มา: เอรีส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย)