ยามเช้าตรู่ของจังหวัดจันทบุรี แสงอาทิตย์ค่อย ๆ สาดส่องเหนือสวนผลไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ทุเรียนลูกโตห้อยระย้าตามกิ่งก้าน ส่งกลิ่นหอมอบอวลลอยไปตามสายลม

ภาพดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าฤดูกาลทุเรียนได้หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง ปัจจุบันทุเรียนไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดส่งออกต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่กระแสการบริโภคภายในประเทศก็กำลังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะไลฟ์คอมเมิร์ซ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ กำลังพลิกโฉมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยอย่างรอบด้าน ตั้งแต่รูปแบบการผลิตและการจำหน่าย เส้นทางการกระจายสินค้า ไปจนถึงโครงสร้างตลาดโดยรวม
ปีทองของทุเรียน จุดกระแสบริโภคทั่วไทย
ปี 2569 นับเป็นปีทองของทุเรียนไทย โดยคาดว่าผลผลิตรวมตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ราว 1.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่จังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลัก มีสัดส่วนผลผลิตมากกว่าร้อยละ 60 ของทั้งประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างคึกคักในทุกพื้นที่ จากเดิมที่ทุเรียนไทยพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ปัจจุบันภาครัฐได้เดินหน้าผลักดันนโยบายส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นโครงสร้างตลาดในรูปแบบ “ส่งออก 70% จำหน่ายภายในประเทศ 30%”
เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ผ่าน 8 มาตรการเชิงรุก เพื่อผลักดันการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 550,000 ตัน
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม TikTok พร้อมอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนกว่า 6.5 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการออนไลน์รายเล็กและรายกลางในท้องถิ่นกว่า 20,000 รายเข้าสู่ตลาดดิจิทัล
นอกจากนี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ลงพื้นที่ร่วมไลฟ์สดจากสวนผลไม้ โปรโมตทุเรียนร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง จนทำให้ภาพของ “การไลฟ์สดหน้าสวน” กลายเป็นเรื่องปกติในช่วงฤดูกาลผลไม้
ตามสวนผลไม้ทั่วพื้นที่ เหล่าผู้ประกอบการออนไลน์ต่างตั้งโทรศัพท์ไลฟ์สดแบบเรียลไทม์ ถ่ายทอดภาพการเก็บเกี่ยวและการผ่าทุเรียนสด ๆ จากสวน พร้อมเสียงเชิญชวนที่ดึงดูดผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ โดยการไลฟ์สดเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างมูลค่าคำสั่งซื้อได้สูงถึง 15 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง และมียอดผู้ชมทะลุ 500,000 คน กระแสการไลฟ์ขายยังกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งผลิตได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกษตรกรขยายตลาดและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
“เมื่อก่อน พอทุเรียนสุก เราก็เก็บแล้วนำไปส่งให้พ่อค้าคนกลาง เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาเองได้ แต่เดี๋ยวนี้มีช่องทางจำหน่ายมากมาย หลายคนหันมาไลฟ์ขายกันเอง ทำให้เรารู้ว่าคนไทยซื้อทุเรียนกันเยอะมาก ยอดสั่งซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รายได้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมาก” คุณสมใจ สุทธิสาคร ชาวทุเรียนผู้คร่ำหวอดในอาชีพนี้มากว่า 40 ปี กล่าวด้วยรอยยิ้ม
J&T Express เตรียมพร้อมเชิงรุก รับมือการขนส่งช่วงพีค
ปริมาณผลผลิตทุเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับยอดสั่งซื้อจากการไลฟ์สดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการจากตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ขยายตัวรวดเร็ว กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีความอ่อนไหวต่อการขนส่งและต้องการความรวดเร็วในการจัดส่งสูง เมื่อเกิดคำสั่งซื้อจำนวนมากในช่วงเวลาอันสั้นจากการไลฟ์ขาย รูปแบบโลจิสติกส์แบบดั้งเดิมจึงไม่อาจตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป
คุณสุนันทา เพชรมี ผู้ประกอบการค้าทุเรียนที่อยู่ในวงการมากว่า 30 ปี เล่าว่า จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออฟไลน์ ปัจจุบันได้ปรับตัวสู่การจำหน่ายผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ โดยในช่วงฤดูกาลทุเรียนของปีที่ผ่านมา ทางร้านมียอดจัดส่งพัสดุเฉลี่ยวันละ 4,000–7,000 ชิ้น และในปีนี้ หลังจากร่วมไลฟ์สดกับอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของไทย เพียงการไลฟ์ครั้งเดียวก็สามารถสร้างยอดคำสั่งซื้อพุ่งสูงเกือบ 60,000 ออเดอร์
“สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ คำสั่งซื้อจากไลฟ์สดหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน ทางร้านต้องเร่งจัดส่งสินค้าออกโดยเร็วที่สุด แต่กำลังคนมีไม่เพียงพอ การแพ็กสินค้าล่าช้า รวมถึงเรื่องการขนส่ง อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเสียหายระหว่างการขนส่ง ทำให้เกิดการร้องเรียนและเคลมสินค้าอยู่บ่อยครั้ง” คุณสุนันทากล่าว พร้อมเสริมว่า “หลังจากร่วมมือกับ J&T Express ปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาก็ไม่เกิดขึ้นอีก”
ด้วยบทบาทที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานการซื้อขายทุเรียน J&T Express ได้ก้าวข้ามรูปแบบการให้บริการโลจิสติกส์เชิงรับแบบเดิม สู่การพัฒนามาตรการสนับสนุนแบบครบวงจรที่ออกแบบเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี โดยในปีนี้ ทีมงาน J&T Express ในเขตภาคตะวันออก ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อรองรับฤดูกาลทุเรียนโดยเฉพาะ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนกำลังขนส่ง การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร การดำเนินงานเชิงรุกล่วงหน้า ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย เพื่อส่งมอบบริการที่รวดเร็ว ปลอดภัย และตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ เกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ขณะนี้ ธุรกิจจำหน่ายทุเรียนในจันทบุรีมีการดำเนินตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการแบ่งแยกกลางวันหรือกลางคืน ยอดสั่งซื้อจากไลฟ์สดสามารถพุ่งขึ้นได้ทุกเมื่อ ขณะที่ร้านค้าในพื้นที่เองก็ต้องเติมสินค้าอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องเข้าไปประจำการล่วงหน้า พร้อมบริหารจัดการและประสานงานแบบเรียลไทม์ โดยรับพัสดุจากต้นทางและส่งตรงเข้าสู่ศูนย์คัดแยกทันทีโดยไม่ผ่านสาขา เพื่อไม่ให้ทุเรียนตกค้างระหว่างการขนส่งแม้แต่ลูกเดียว” คุณณัชชา สุขอนันต์ หัวหน้ารับพัสดุเขตตะวันออก J&T Express กล่าว
“แทบทุกร้านมีการคัดแยกทุเรียนปริมาณมาก เราจึงได้จัดสรรทีมงานประจำพื้นที่ โดยร้านขนาดใหญ่มีทีมงานมากกว่า 30 คน ขณะที่ร้านขนาดเล็กจะมีทีมงานรองรับ 3–4 คน ครอบคลุมทั้งผู้จัดการดูแลลูกค้า หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ ฝ่ายบริการลูกค้า และพนักงานคัดแยก กรณีเกิดปัญหาใด ๆ ก็สามารถสื่อสารและแก้ไขที่จุดปฏิบัติงานได้ทันที” คุณณัชชาอธิบายเพิ่มเติม
นับตั้งแต่กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปริมาณการรับพัสดุทุเรียนของ J&T Express ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและระยองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงวันที่ 15–30 เมษายน ปริมาณการรับพัสดุทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
เพื่อรองรับช่วงพีคของการจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทองระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน J&T Express ได้วางแผนเส้นทางรับพัสดุทุเรียนเฉพาะกิจจำนวน 15 เส้นทางในเขตภาคตะวันออก พร้อมเตรียมรถบรรทุกสำรองมากกว่า 100 คัน และขยายเวลาปิดรับพัสดุของศูนย์กระจายสินค้าออกไปจนถึงเวลา 24.00 น. เพื่อรองรับความต้องการด้านการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ทีมงาน J&T Express พร้อมสนับสนุนเราอย่างเต็มที่จริง ๆ ร้านของเรามีกำลังคนไม่เพียงพอ พวกเขาก็ส่งทีมงานเข้ามาช่วยทันที โดยทีมงาน J&T Express เข้ามาแพ็กสินค้า กรอกข้อมูลพัสดุ สแกนและคัดแยกภายในคลังของเราโดยตรง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุกที่จอดรออยู่หน้าโกดัง” คุณสุนันทา เพชรมี กล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง พร้อมเสริมว่า“พันธมิตรที่ดี คือ ผู้ที่พร้อมร่วมแบกรับแรงกดดันในช่วงพีคของธุรกิจไปด้วยกัน พวกเขาช่วยจัดการทุกความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานด้านโลจิสติกส์ ทำให้เรามุ่งมั่นไปที่การพัฒนาคุณภาพสินค้าและการไลฟ์ขายได้อย่างเต็มที่”
การเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์ พลิกโฉมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมทุเรียน
การยกระดับระบบโลจิสติกส์อย่างรอบด้าน ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาด้านการจัดส่งและกระจายสินค้าเท่านั้น หากแต่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง และภาคธุรกิจที่เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยังได้เข้ามาพลิกโฉมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยอย่างแท้จริง ทำให้ “ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น” สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “รายได้ที่งอกงาม” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในอดีต อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเคยพึ่งพาตลาดส่งออกไม่กี่แห่ง อีกทั้งยังต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด ส่งผลให้ราคาสินค้าถูกบวกเพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอน ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยกลับถูกบีบอัดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในวันนี้ ภายใต้แรงขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐ การเติบโตของไลฟ์คอมเมิร์ซ และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ได้ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่ในเส้นทาง “สวนผลไม้ — ผู้ค้า — แพลตฟอร์มไลฟ์สด — ระบบโลจิสติกส์ — ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ” ทำให้ห่วงโซ่การกระจายสินค้าสั้นลง การหมุนเวียนสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้กับทุกภาคส่วน
ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมทุเรียนอย่างครบวงจรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยในภาคการผลิต มีการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์ควบคุมคุณภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานและกำกับดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นทางการเพาะปลูก ในด้านการแปรรูป ภาครัฐยังเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเชิงลึก ผ่านการต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ ทุเรียนแช่แข็งและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ขยายช่องทางการจำหน่าย และช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ขณะเดียวกัน ในด้านการตลาด ประเทศไทยยังคงเดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งของตลาดส่งออกหลัก อาทิ ประเทศจีน ควบคู่ไปกับการผลักดันตลาดภายใน ประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้สนับสนุนด้านการขนส่งแบบดั้งเดิม สู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการยกระดับศักยภาพของทั้งอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ไม่เพียงช่วยลดข้อจำกัดด้านการส่งออกข้ามพรมแดน ทำให้ทุเรียนไทยสามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างราบรื่น หากยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รองรับกระแสการบริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด และลดความเสี่ยงจากปัญหาผลไม้สดตกค้างหรือราคาปรับลดลง
ปัจจุบัน ความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่ง รวมถึงประสิทธิภาพในการควบคุมระยะเวลาการจัดส่ง ได้กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการสะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของแหล่งผลิต และเป็นดัชนีหลักที่กำหนดศักยภาพสูงสุดในการรองรับคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการแต่ละราย
จากสวนทุเรียนอันกว้างใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี สู่ตลาดกลางคืนอันคึกคักในกรุงเทพฯ ไปจนถึงโต๊ะอาหารทั่วโลก การเดินทางของทุเรียนหนึ่งลูกได้บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ภายใต้แรงหนุนจากผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และการยกระดับระบบโลจิสติกส์อย่างรอบด้าน ทุเรียนไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่ตลาดส่งออกยังคงแข็งแกร่ง ตลาดภายในประเทศเติบโตอย่างคึกคัก และเกษตรกรสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส
เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (HKEX: 1519) เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ระดับโลก ทำธุรกิจให้บริการขนส่งพัสดุด่วน ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมเป็นอย่างดีในเอเชียตะวันออกเอียงใต้และจีน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 ปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 13 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียคนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา สิงคโปร์ จีน ชาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เม็กซิโก บราชิล และอียิปต์ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ยึดมั่นในพันธ กิจ “มุ่งเน้นที่ลูกค้า โดยมีประสิทธิภาพเป็นรากฐาน” โดยมุ่งให้บริการด้วยโซลูซันโลจิสติกส์แบบครบวงจร ผ่านโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายโลจิสติกส์ดิจิทัลที่มีความชาญฉลาด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและคุณประโยชน์ทางโลจิสติกส์สู่สังคมโลก
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ผ่านทาง
- เว็บไซต์: www.jtexpress.co.th
- เฟสบุ๊ค: J&T Express Thailand
- อินสตาแกรม: @jntexpressth
- เอ็กซ์: @jntexpressth
- ติ๊กต๊อก: @jntexpressth
- และแอปพลิเคชัน J&T Thailand รวมถึงสอบถามข้อมูลผ่านทาง Call center ที่เบอร์ 1470

