เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็ว มักมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดทั่วไป โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้เด็กมีอาการหอบเหนื่อย มีหลอดลมฝอยอักเสบ/ปอดอักเสบ ได้สูงถึง 30% และบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตได้วางแผนสร้างเกราะป้องกันไวรัส RSV เพื่อให้ลูกรักปลอดภัยตั้งแต่แรกเกิด กับ 2 ทางเลือกที่คุณแม่ต้องรู้

ทางเลือก 1 : วัคซีน RSV สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์สำหรับคุณแม่ที่ต้องการส่งต่อภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ “อายุครรภ์ 24 – 36 สัปดาห์” โดยร่างกายคุณแม่จะสร้างภูมิคุ้มกันและส่งผ่านรกไปปกป้องทารกได้ยาวนานประมาณ 6 เดือนแรกหลังคลอด
ทางเลือก 2: ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Nirsevimab) สำหรับทารกแรกเกิด – 12 เดือนหากคุณแม่ไม่ได้ฉีดวัคซีนตอนท้อง หรือกังวลว่าภูมิคุ้มกันจะส่งไปไม่ถึงลูกปัจจุบันมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป” ที่ฉีดให้เด็กได้โดยตรงเพื่อเป็นโล่ป้องกันหลังคลอด และช่วงเวลาที่แนะนำ ฉีดในช่วงฤดูระบาด คือ มิ.ย. – ต.ค. ของทุกปีซึ่ง 1 เข็ม ป้องกันได้นานประมาณ 6 เดือนลดการติดเชื้อ RSV ที่ต้องเข้าการรักษา 70-74% ลดการนอนโรงพยาบาล (Admit) สูงถึง 78 – 90% ลดความรุนแรงและโอกาสเข้าห้อง ICU ถึง 75 – 92%
หมายเหตุ: เด็กโตอายุ 12 – 24 เดือน แนะนำฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คลอดก่อนกำหนด, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โรคปอดเรื้อรัง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องแม่ฉีดตอนท้องแล้ว หลังคลอดลูกต้องฉีดภูมิสำเร็จรูปซ้ำไหม?คำตอบคือ”ฉีดเพิ่มได้ แต่อาจไม่จำเป็นถ้าลูกแข็งแรงดี” เพราะภูมิติดตัวจากคุณแม่จะปกป้องน้องได้ดีใน 6 เดือนแรกอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามเริ่มมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการให้วัคซีนในแม่ตั้งครรภ์ กับการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในลูกหลังคลอด พบว่าการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาลจากเชื้อ RSV ได้มากกว่าและยังลดความรุนแรงของโรคได้อีกด้วยดังนั้น หากคุณแม่มีความกังวลว่า วัคซีนที่ฉีดสร้างภูมิให้ลูกช่วงตั้งครรภ์จะไม่เพียงพอแนะนำให้ “รอให้น้องอายุพ้น 6 เดือนแรกไปก่อน” แล้วค่อยฉีดภูมิสำเร็จรูปเพิ่มในช่วงอายุ 8 – 12 เดือนหากยังอยู่ในช่วงฤดูของการระบาด เพื่อต่ออายุเกราะป้องกันไปอีก 6 เดือนเต็ม เท่ากับลูกน้อยจะมีโล่กัน RSV ยาวนานรวมเกือบ 1 ปีเต็ม
