จากสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ฐานภาษี และเสถียรภาพของรัฐในระดับวิกฤต กระทรวงสาธารณสุข จึงจับมือภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีบุตร สร้างเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในงานแถลงข่าว “Every Birth Matters…When the Silent Countdown Begins: รับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย เมื่อเสียงในเปลกำลังจางหายไป” ณ โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพมหานคร ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากรเด็กเกิดน้อย ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ระบบแรงงาน สวัสดิการ และสาธารณสุข จากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่าในปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้เด็กที่เกิดใหม่ในวันนี้ ไม่เพียงพอที่จะทดแทนประชากรรุ่นพ่อแม่ ไทยจึงมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในเอเชีย เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังในอีก 50–60 ปีข้างหน้า ประชากรอาจลดลงเหลือเพียง 30 – 40 ล้านคน “Every Birth Matters – ทุกการเกิดมีความหมาย” จึงเป็นนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญที่ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนการเกิดเพียงอย่างเดียว และไม่ควรบังคับให้ใครมีบุตร แต่จะทำให้ทุกการเกิดเป็นการเกิดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สมัครใจและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ดำเนินงาน 5 ผลงาน 3 แนวทางในอนาคต เพื่อขับเคลื่อน “แกนกลางด้านสุขภาพ” กับ ภาคีสร้าง Ecosystem เพื่อส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ ได้แก่ 1) พัฒนาระบบบริการส่งเสริมการมีบุตรตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ดูแลภาวะมีบุตรยาก 2) ยกระดับการดูแลแม่และเด็กแบบ MCH Continuum of Care 3) ลงทุนในช่วงต้นชีวิตตามแนวคิด “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” 4) ป้องกันการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมบนหลักสิทธิ ความสมัครใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 5) ดูแลสุขภาพจิตของแม่และครอบครัวสร้างรากฐานครอบครัวที่เข้มแข็ง และ 3 แนวทางในอนาคต 1) บริการสุขภาพที่ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของพ่อแม่ 2) ระบบดูแลแม่และเด็กที่เข้าถึงง่ายผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และ 3) ใช้ฐานข้อมูล Big Data วิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายสนับสนุนรายครอบครัว นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาประชากรระยะยาว มุ่ง “เกิดดี – อยู่ดี – แก่ดี” สนับสนุนครอบครัวมีบุตรทุกรูปแบบ ยกระดับทักษะสู่ตลาดงาน ไปจนถึงเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุผ่านเศรษฐกิจสูงวัย
นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันความรุนแรงในครอบครัวยังเฉลี่ยวันละ 46 ราย เหยื่อ 89% เป็นผู้หญิงและเด็ก กรม สค. กำหนดมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง 7 ด้าน เพื่อป้องกันความรุนแรงและเสริมพัฒนาการเด็ก
นายแพทย์สินชัย ต่อวัฒนกิจกุล รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.สร้างความมั่นใจว่าการมีลูกไม่ใช่ภาระ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ตรวจครรภ์ ฝากครรภ์ วัคซีน และดูแลหลังคลอด
นางอุสนีย์ ศิลปศร รองเลขาธิการสำนักงาน ปสก. กล่าวว่า ประกันสังคมช่วยสร้างความมั่นคงครอบครัวตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงวัยชรา ทั้งค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดแบบไม่จำกัดครั้ง เงินสงเคราะห์บุตร สิทธิรักษาพยาบาลและเงินชราภาพ
นายสนธยา กาลาศรี ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน กล่าวว่า การเกิดน้อยจะทำให้กำลังแรงงานลดลง เสี่ยงกระทบขีดความสามารถแข่งขัน กรมจัดหางานเตรียมรับมือด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ ใช้ข้อมูลอัจฉริยะคาดการณ์แรงงาน ขยายฐานแรงงาน กลุ่มผู้สูงอายุ–คนพิการ–ต่างด้าว และปรับระบบจับคู่งานตามทักษะ พร้อมแนะแนวอาชีพตั้งแต่มัธยม นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวว่า สถานการณ์เป็น “จุดเปลี่ยน” สู่การปรับระบบครั้งใหญ่ ทั้งการควบรวม บริหารทรัพยากรร่วมกัน ปรับกำลังคนเชิงคาดการณ์ระยะยาว ใช้เทคโนโลยีและ AI หนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับบริบทประชากรที่ลดลงอย่างยั่งยืน
นางอภิญญา ชมพูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนเกิด แต่ต้องทำให้เด็กทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ผ่านสวัสดิการ 3 มิติ ได้แก่ เงินอุดหนุน การเลี้ยงดูในครอบครัว และบ้านพักเด็กปลอดภัย ทั่วประเทศ พร้อมผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเป็นสิทธิถ้วนหน้า ทำงานเชิงรุกผ่าน “พม.ใกล้คุณ” เพื่อไม่ให้เด็กคนใดตกหล่นจากระบบคุ้มครอง
คุณภาวิดา ชิตเดชะ (ไอซ์พาดี้) เจ้าของแบรนด์แฮปปี้ซันคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ กล่าวว่า สิ่งที่แม่ต้องการจากรัฐ 3 ด้าน คือ 1) ความมั่นคงหลังตัดสินใจมีลูก คือ ลาคลอดเพียงพอ รายได้ไม่หาย และสวัสดิการเด็กเล็ก 2) ระบบดูแลเด็กที่เข้าถึงได้จริง และ 3) สังคมการทำงานที่ยืดหยุ่น ไม่ตีตราแม่ พร้อมย้ำว่า Every Birth Matters ต้องทำให้แม่มั่นใจว่าการมีลูกไม่ใช่การเดินลำพัง เพื่อให้ครอบครัวและประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

