55.4 พึงพอใจไทยช่วยไทยพลัสมาก และชอบมากกว่าคนละครึ่ง 46.9 % 37.1 % คิดว่าไทยช่วยไทยพลัสช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,134 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 6 – 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อ โครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชนบางส่วน เวลาซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ร่วมโครงการ รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า 60% ในขณะที่ประชาชนจ่ายสมทบเอง 40% วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ต่อคน สามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน ใน 1 เดือนจะสามารถใช้ได้ 1,000 บาท รัฐจะช่วยจ่ายให้สูงสุดวันละ 200 บาท หากในเดือนนั้นใช้เงินไม่หมด ยอดเงินจะถูกตัดทันที ไม่มีการสะสมหรือทบไปให้ในเดือนถัดไป ผ่านระบบ G-Wallet บนแอป เป๋าตัง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้ารายเล็ก และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพสูง ทั้งยังช่วยร้านค้า ร้านอาหารและธุรกิจชุมชนให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น โดยการสำรวจมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ความพึงพอใจของประชาชนต่อรูปแบบใหม่ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส อันดับหนึ่งคือ มาก ร้อยละ 55.4 อันดับสองคือ ปานกลาง ร้อยละ 41.4 อันดับสามคือ น้อย ร้อยละ 3.2

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ รู้สึกเมื่อเทียบโครงการไทยช่วยไทยพลัส กับโครงการ คนละครึ่ง (50/50)  อันดับหนึ่งคือ ชอบไทยช่วยไทยพลัสมากกว่า ร้อยละ 46.9 อันดับสองคือ รู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก ร้อยละ 37.3 อันดับสามคือ ชอบคนละครึ่งรูปแบบเดิมมากกว่า ร้อยละ 15.8

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ อันดับหนึ่งคือ มากที่สุด ร้อยละ 37.1 อันดับสองคือ ปานกลาง ร้อยละ 29.9 อันดับสามคือ มาก ร้อยละ 28.6 อันดับสี่คือ น้อย ร้อยละ 3 อันดับห้าคือ ไม่เลย ร้อยละ 1.4

โครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน ช่วยให้อันดับหนึ่งคือ ทำให้สามารถซื้อของได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 33.2 อันดับสองคือ ทำให้มีเงินเหลือพอไปจ่ายหนี้สินหรือบิลค่าน้ำค่าไฟได้ตรงเวลา ร้อยละ 25.4 อันดับสามคือ ทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 19.2 อันดับสี่คือ ทำให้กล้าซื้ออาหารหรือของใช้ที่มีคุณภาพดีขึ้น ร้อยละ 15.4 อันดับห้าคือ ไม่ได้รู้สึกว่ามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 6.8

เมื่อประหยัดค่าอาหาร/สินค้าจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส นำเงินส่วนที่เหลือไปทำอะไร อันดับหนึ่งคือ นำไปใช้จ่ายสินค้าอื่นเพิ่ม ร้อยละ 53.7 อันดับสองคือ เก็บออม ร้อยละ 20.7 อันดับสามคือ ชำระหนี้ ร้อยละ 16.9 อันดับสี่คือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 8.7

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกร้านค้า อันดับหนึ่งคือ ซื้อของร้านค้ารายย่อย/ตลาดสด แทนการเข้าห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ร้อยละ 44.8 อันดับสองคือ ซื้อร้านค้ารายย่อยสลับกับร้านสะดวกซื้อตามปกติ ร้อยละ 38.7 อันดับสามคือ ซื้อร้านเดิมๆ ที่เคยซื้ออยู่แล้ว แค่เปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน ร้อยละ 16.5

ตามสิทธิของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ใช้สิทธิกับสินค้าประเภท อันดับหนึ่งคือ อาหารปรุงสำเร็จ / อาหารตามสั่ง / เครื่องดื่ม ร้อยละ 33.9 อันดับสองคือ ของใช้ในชีวิตประจำวัน (สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก) ร้อยละ 31.3 อันดับสามคือ วัตถุดิบทำอาหาร (เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้) ร้อยละ 29 อันดับสี่คือ ยารักษาโรค / อุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐาน ร้อยละ 5.8

ปัญหาที่ท่านพบจากการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส อันดับหนึ่งคือ ไม่พบปัญหาใดๆ ร้อยละ 31.4 อันดับสองคือ ร้านค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือคิดค่าบริการเพิ่ม ร้อยละ 26.7 อันดับสามคือ ระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง / สแกนจ่ายยาก / ระบบช้า ร้อยละ 18 อันดับสี่คือ หาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยาก ร้อยละ 10.8 อันดับห้าคือ การจำกัดสิทธิไม่ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นบางประเภท ร้อยละ 10.5 อันดับหกคือ พบการทุจริต หรือการรับแลกสิทธิเป็นเงินสด ร้อยละ 2.6

ที่มา: มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา