กรมลดโลกร้อน เปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว M&E ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล รับมือวิกฤต “โลกเดือด” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันระดับสากล

กรมลดโลกร้อน เปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว M&Eปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล รับมือวิกฤต “โลกเดือด” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันระดับสากล

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมเผยแพร่แนวทางการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปรับตัวของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Plan – Act – Track: ขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยระบบ M&E” พร้อมด้วยหน่วยงานหลัก 6 สาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายสาขา เข้าร่วมประชุมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปัจจุบันโลกไม่ได้เผชิญเพียง “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” แต่กำลังเผชิญ “วิกฤตความสามารถในการปรับตัว” และจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเสี่ยงของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน และจากข้อมูล สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) ได้กลายเป็นวาระสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้ความตกลงปารีสและเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทศสามารถลดความเปราะบาง เสริมสร้างความยืดหยุ่น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและ ป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …..

นายปวิช กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ M&E ที่พัฒนาขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือรายงานผล แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ’ ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่ หน่วยงาน และประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประเมินความเสี่ยง และช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Adaptation Fund, Green Climate Fund และกองทุน FRLD ในการดำเนินโครงการสร้างภูมิคุ้มกันในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวที The Expert Talk ภายใต้หัวข้อ “จาก M&E สู่ MERL: ยกระดับระบบติดตามประเมินผลด้วย AI การเรียนรู้ และการใช้งานต่อเนื่องเชิงนโยบายที่ยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันมุมมอง อาทิ รศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เสวนาในประเด็นวิวัฒนาการจากระบบติดตามผลสู่การเรียนรู้และปรับตัว (M&E – MEL – MERL), ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับระบบ M&E เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงสนับสนุนการตัดสินใจ และ นายคนที ทองจันทร์ (ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน: GIZ) ร่วมถอดบทเรียนด้านการสร้างความยั่งยืนและการยอมรับระบบไปปฏิบัติใช้ในระดับองค์กร และฟังการบรรยายสรุปความสำเร็จโครงการและการพัฒนาระบบฯ โดย ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน E-Form เชื่อมต่อสู่ฐานข้อมูลกลางและแสดงผลผ่าน Dashboard พร้อมเตรียมพัฒนาต่อยอดสู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยฐานข้อมูลและ AI (Data-driven system) เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน

นายปวิช กล่าวทิ้งท้ายว่า สส. มุ่งหวังให้ระบบติดตามและประเมินผลดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม