90.2 % คนกทม สับสน บัตรเลือกตั้งทั้งสองใบเบอร์พรรค ไม่เหมือนกัน แนวทางในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลต่อการเลือก สส

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการเลือกตั้ง 15 วัน) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกลุ่มเขตชั้นใน กลุ่มเขตชั้นกลาง  กลุ่มเขตชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 1,124 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19 – 22 มกราคม 2569 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการเลือกตั้ง 15 วัน) ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. เป็น วันออกเสียงเลือกตั้งและเป็นวันออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ โดยเป็นวันและเวลาเดียวกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ประชาชนไปลงคะแนนเสียงประชามติ แยกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่อยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน รวมไปถึงความสับสนในประเด็นบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่เบอร์ของผู้สมัครและเบอร์ของพรรคการเมืองบนบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ ไม่เหมือนกัน ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อประเภทต่างๆ การติดป้ายหาเสียง การเดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน รถแห่หาเสียง เวทีปราศรัย เวทีดีเบต การใช้สื่อออนไลน์ ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนก็มีสูงขึ้น ความนิยมของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคการเมือง และการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการเลือกตั้ง 15 วัน) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยละ 98.6 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดียวกันร้อยละ 87.8

และ คิดว่าบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่เบอร์ของผู้สมัครและเบอร์ของพรรคการเมืองบนบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ ไม่เหมือนกัน จะทำให้เกิดความสับสนในการลงคะแนนเสียง ร้อยละ 90.2

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด อันดับแรกคือ ตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 39.3 อันดับสองคือ พรรคการเมือง ร้อยละ 26.8 อันดับสามคือ นโยบายของพรรคการเมือง ร้อยละ 21.1 และอันดับสุดท้ายคือ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 12.8 และในส่วนของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 94.1

ทราบว่า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยไปลงคะแนนเสียงแยกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่อยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน ร้อยละ 93.2 และคิดว่าการมีแนวทางในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคการเมือง มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 91.7

ส่วนใหญ่ อยากได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 27.7 อันดับสองคือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 19.1 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 18.9 อันดับสี่คือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 17.6 และอันดับห้าคือ ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 6.8

และอยากได้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 41.3 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 22.2 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 18.2 อันดับสี่คือ ผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ เท่ากับผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 7.2 และอันดับห้าคือ ผู้ผู้ที่มีชื่อเสียง นักร้อง ศิลปิน ดารา ร้อยละ 5.9

ในส่วนของนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับแรกคือ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 39.7 อันดับสองคือ ด้านสวัสดิการของรัฐ ร้อยละ 22.3 อันดับสามคือ ด้านสาธารณสุข ร้อยละ 7.6 อันดับสี่คือ ด้านการศึกษา ร้อยละ 7.5 และอันดับห้าคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 5.3

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 34.9 อันดับสองคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 21.6 อันดับสามคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.2 อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.5 อันดับห้าคือ พรรคโอกาสใหม่ ร้อยละ 4 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 3.7 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.7 อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.8 อันดับเก้าคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 1.5 และอันดับสิบคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.3

และตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 34.7 อันดับสองคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 28.6 อันดับสามคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 13.1 อันดับสี่คือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.1 อันดับห้าคือ พรรคโอกาสใหม่ร้อยละ 3.9 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 3.6 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 1.8 อันดับแปดคือ พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 1.3 อันดับเก้าคือ พรรคพลังประชารัฐเท่ากับพรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.1 และอันดับสิบคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.9

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าบุคคลใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด  อันดับแรกคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 35.7 อันดับสองคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 28.7 อันดับสามคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 12.5 อันดับสี่คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 6.2 อันดับห้าคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 4.4 อันดับหกคือ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 4.1 อันดับเจ็ดคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน ร้อยละ 2.8 อันดับแปดคือ คุณหญิง สุดารัตน์เกยุราพันธุ์ เท่ากับ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ ร้อยละ 1.4 อันดับเก้าคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ร้อยละ 1.3 และอันดับสิบคือ นายกัณวีร์ สืบแสง ร้อยละ 0.4

ที่มา: มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา