สมาคมไทยรับสร้างบ้านส่องสงครามอ่าวเปอร์เซีย 2 เดือนไม่จบสัญญาณอันตราย คาดวัสดุจ่อขึ้นระลอกใหม่ไตรมาส 3 เตือนเลิกสงครามราคาก่อนถูกน็อค

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) ออกแถลงการณ์วิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมรับสร้างบ้านท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เผยสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ส่งผลกระทบวงกว้างต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานวัสดุก่อสร้างทั่วโลก เตือนไตรมาส 3 นี้ราคาวัสดุในประเทศอาจขยับตัวสูงขึ้นอีกระลอก พร้อมแสดงความกังวลผู้ประกอบการรายใหม่ทะลักเข้าตลาดแต่ไร้ประสบการณ์ อาจนำไปสู่ปัญหาขาดสภาพคล่องและการทิ้งงาน

สงครามยืดเยื้อ: ตัวจุดชนวนราคาวัสดุพุ่งระลอกใหม่

นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) เปิดเผยว่า “จากการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแม้จะผ่านพ้นมาแล้วกว่า 2 เดือน ถือเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น สมาคมฯ ประเมินว่าเหตุการณ์นี้คือ ‘สัญญาณอันตราย’ ของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย โดยคาดการณ์ว่าในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกรอบ เนื่องจากวัตถุดิบในตลาดโลกเริ่มขาดแคลน และต้นทุนการผลิตที่โรงงานแบกรับไว้เริ่มถึงขีดจำกัด สิ่งนี้จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อภาคธุรกิจรับสร้างบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

เตือนผู้ประกอบการ: สงครามราคาคือกับดัก “ขาดทุน 2 เด้ง”

สมาคมฯ แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังคงใช้กลยุทธ์ “สงครามราคา” ตัดราคาเพื่อชิงยอดขายให้ได้มามาก ๆ โดยไม่ปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่ฝืนไม่ปรับราคาในรอบก่อนหน้านี้ กำลังจะเจอสถานการณ์ “ต้นทุนเพิ่ม 2 เด้ง” คือเด้งแรกจากต้นทุนที่ปรับขึ้นมาแล้ว และเด้งที่สองจากราคาวัสดุที่จะขยับขึ้นอีกในไตรมาส 3 หากบริษัทใดมีสายป่านไม่ยาวพอหรือเครดิตทางธุรกิจไม่เข้มแข็งเพียงพอ เชื่อว่าจะเผชิญกับภาวะขาดทุนหนัก และไม่อยากเห็นภาพที่ผู้ประกอบการถึงขั้นต้องปิดตัวลงในที่สุด 

แนะผู้บริโภค: ยึดหลัก “3 มาตรฐาน” ป้องกันการถูกหลอก

ในส่วนของผู้บริโภค สมาคมฯ ได้ออกโรงเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำสัญญาก่อสร้าง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการ อ้างว่าต้องการขอเบิกเงินงวดล่วงหน้าเกินกว่าที่ระบุในสัญญา โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำไปจ่ายโรงงานผู้ผลิตวัสดุเพื่อ “Lock ราคา” ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากและมักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสภาวะขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้สมาคมฯ ยังให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านท่ามกลางวิกฤตนี้ว่า ควรพิจารณาจาก “3 มาตรฐานหลัก” ที่บริษัทต้องกำหนดไว้ชัดเจน ได้แก่:

  1. แบบบ้านมาตรฐาน: มีแบบก่อสร้างที่สมบูรณ์และชัดเจน
  2. ราคาค่าก่อสร้างตามมาตรฐานของบริษัท: มีราคากลางที่อ้างอิงได้จากแบบบ้านแต่ละแบบจากการคำนวณ ต้นทุนจริง มิใช่คำนวณจากพื้นที่ใช้สอยต่อตารางเมตร
  3. มาตรฐานคุณภาพวัสดุ-อุปกรณ์: มีการระบุแบรนด์และเกรด-รุ่นวัสดุที่ใช้ก่อสร้างไว้อย่างละเอียด

“สามสิ่งนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า บ้านและราคากับคุณภาพสมเหตุสมผลกันหรือไม่ ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อคำกล่าวอ้างที่ว่า “สร้างได้ตามงบประมาณที่มี” แล้วค่อยไปตกลงคุณภาพวัสดุภายหลัง เพราะวิธีนี้ไม่ต่างจากการจ้างผู้รับเหมาทั่วไปที่ไม่มีมาตรฐานรองรับ ทำให้ไม่มีตัวเปรียบเทียบที่ชัดเจนและเสี่ยงต่อการถูกลดสเปกวัสดุในที่สุด”

วิเคราะห์ตลาดไตรมาส 2-3: กำลังซื้อหดตัว แต่คู่แข่งหน้าใหม่พุ่ง

สำหรับแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาส 2-3 ของปี 2569 สมาคมฯ ประเมินว่าภาพรวมตลาดจะอยู่ในภาวะ “หดตัว” ตามกำลังซื้อที่ลดลงจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลับมีผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อย ผู้รับเหมาโครงการบ้านจัดสรร สถาปนิกและวิศวกร แห่เข้าสู่ธุรกิจรับสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“การที่มีผู้เล่นใหม่เข้ามามากในขณะที่ Demand เล็กลง ย่อมนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง สมาคมฯ จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการเน้นการสร้างมาตรฐานงานและการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ แทนการเน้นปริมาณยอดขาย เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้” นายสิทธิพร กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล