“เอกา โกลบอล” ผู้นำบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก ขานรับศักยภาพไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก กางสถิติตลาดบรรจุภัณฑ์ Ready-to-Eat และ Pet Food พรีเมียมขยายตัวแรงทั่วโลก มุ่งส่งผ่านนวัตกรรม High Barrier ชนิดคงรูป ช่วยรักษาคุณภาพความสดใหม่ ยืดอายุสินค้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ พร้อมร่วมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานอาหารไทยเจาะเค้กตลาดโลกมูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) เปิดเผยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องความสวยงาม หรือ ความสะดวกในการใช้งานเท่านั้น แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ “บรรจุภัณฑ์” ต้องเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าและยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผลิตภัณฑ์ไทยในเวทีโลก ทั้งการรักษาคุณภาพ การยืดอายุการจัดเก็บ การรองรับการอุ่นรับประทาน ตลอดจนการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนถึงโอกาสอันมหาศาลของอุตสาหกรรมไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่า 3,276.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 8.15%) ครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่องด้วยมูลค่าส่งออก 1,425.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 5.15%) โดยมีอาหารสุนัขและแมว เป็นสินค้าขับเคลื่อนหลัก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 87.81% ของมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมด
ขณะเดียวกัน สถิติวิจัยในระดับสากลยังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยรายงานจาก Mordor Intelligence ประเมินว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก (Pet Food Packaging) จะมีมูลค่า 12.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเติบโตสู่ 16.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2574 (เติบโตเฉลี่ย 6.11% ต่อปี) โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแบบเปียก (Wet Food) คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 8.6% ต่อปี ซึ่งบรรจุภัณฑ์แบบ Pouch และถาดพลาสติกคงรูปทรงสูง (Rigid High-Barrier Container) เป็นรูปแบบสำคัญที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ รายงานประจำปี 2569 ของ Grand View Research ยังระบุว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat Food Packaging) ทั่วโลก มีมูลค่า 430.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 647.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 (เติบโตเฉลี่ย 5.3% ต่อปี) โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 38% และเติบโตเร็วที่สุดที่ 6.4% ต่อปี
นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า การเติบโตของอาหารพร้อมรับประทานและอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มพรีเมียม ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สามารถทดแทนบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม เช่น กระป๋องโลหะ หรือ ขวดแก้ว เพื่อลดน้ำหนัก ลดภาระการขนส่ง และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ปัจจุบันเอกา โกลบอล มีสัดส่วนแพ็คเกจจิ้งอาหารคน และอาหารสัตว์ อยู่ที่ 70:30 อัตราการเพิ่มขึ้นของอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยปีละ 10 – 15%
สำหรับ เอกา โกลบอล มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการใช้นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ไทย โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) อาหารพร้อมอุ่น และอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้าน Barrier Protection เพื่อช่วยปกป้องคุณภาพอาหารจากปัจจัยภายนอก ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิด Circular Economy เช่น บรรจุภัณฑ์แบบ Mono-material เพื่อให้นำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น 100% รวมถึงการใช้วัสดุทางเลือกอย่าง Bioplastic, Biodegradable และ Post-Consumer Recycled (PCR)
“ตลาดในวันนี้ไม่ได้ถามเพียงว่า ‘บรรจุภัณฑ์เก็บอาหารได้นานแค่ไหน’ แต่ถามว่า ‘ใช้งานสะดวกเพียงใด ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและแต้มต่อในการส่งออกได้อย่างไร และจัดการหลังการใช้งานอย่างไร’ นี่คือโจทย์ที่ เอกา โกลบอล มุ่งมั่นพัฒนา เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในการแข่งขันระดับสากลต่อไป” นายชัยวัฒน์ กล่าวสรุป

