VetSynova ตั้งเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 700 ลบ. โตเกือบ 70% ชู 6 กลยุทธ์ เปิดแคมเปญ “Family Bonding Time”

VetSynova ตั้งเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 700 ลบ. โตเกือบ 70% ชู 6 กลยุทธ์ เปิดแคมเปญ “Family Bonding Time” ดูแลด้วยรักตามหลักสัตวแพทย์ดึง “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” พรีเซนเตอร์ใหม่เสริมพลังแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

เว็ทซินโนว่า (VetSynova) ผู้นำนวัตกรรมสัตวแพทย์เพื่อครอบครัว ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจปี 2568 ด้วยรายได้รวม 420 ล้านบาทสูงกว่าเป้าที่วางไว้ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตขึ้น 67% ขับเคลื่อนผ่าน 6 กลยุทธ์ธุรกิจสำคัญ ควบคู่กับการยกระดับแบรนด์ผ่านแคมเปญการสื่อสารชุดใหม่ “ช่วงเวลาแห่งสายสัมพันธ์ของครอบครัว” พร้อมดึง ‘โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร’ เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ของแบรนด์พร้อมเดินหน้าผลักดันยอดขายในประเทศและขยายฐานตลาดต่างประเทศ เล็งเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยยอดขาย 1,000 ล้านบาท

น.สพ.มนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในการดำเนินงานปีที่ผ่านมาว่า “ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ด้วยรายได้รวม 420 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 13% สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่ตอบโจทย์เทรนด์เลี้ยงสัตว์เหมือนคนในครอบครัว (Pet Humanization) และการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี (Pet Longevity) ของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงแบบสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น ด้วยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม การคัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยส่งเสริมสุขภาพของสัตว์เลี้ยง การป้องกัน ดูแลสุขภาพ การรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากสัตวแพทย์  ซึ่งได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ”

ปัจจุบัน เว็ทซินโนว่า มีกลุ่มสินค้าอยู่ 3 กลุ่มที่ครอบคลุมด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตวแพทย์ (Veterinary Therapeutic & Healthcare) ได้แก่แบรนด์ VFCore, DeliSci, MicrocynAH, Dermacore, Zymox เป็นต้น  2) ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ (Functional Pet Food) และ 3) สินค้านวัตกรรมไลฟ์สไตล์สัตวเลี้ยง (Pet Lifestyle Innovation) โดยมีแบรนด์วีเอฟคอร์ (VFCore) อาหารเสริมสัตว์เลี้ยงที่สัตวแพทย์แนะนำสำหรับทั้งสุนัขและแมว และแบรนด์เดลิซาย (DeliSci) อาหารประกอบการรักษาโรคและอาหารเพื่อสุขภาพที่สัตวแพทย์แนะนำและเจ้าของสัตว์เลี้ยงไว้วางใจ เป็น 2 แบรนด์เรือธงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ

“บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 700 ล้านบาท หรือเติบโต 67% ด้วยแผนรุกตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาประเทศ พร้อมมุ่งสู่การเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในธุรกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคเอเชีย และก้าวสู่การยอมรับระดับโลกในธุรกิจนวัตกรรมสัตวแพทย์ ด้วยการได้รับรางวัลการันตีทั้งจากในประเทศไทยและระดับนานาชาติ รวมทั้งล่าสุดที่คว้า 3 รางวัลจาก ‘The International Innovation Awards 2025” ทั้งในด้านวัฒนธรรมองค์กร และผลิตภัณฑ์ VFCore และ DeliSci ซึ่งปัจจุบัน VFCore ยังคงเป็นแบรนด์วิตามินแมวเลียสุนัขเลียอันดับ 1 ของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับแนวทางการเติบโตผ่าน 6 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) การลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตามหลักสัตวแพทย์ ด้วยทีมสัตวแพทย์ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าในตลาดสัตว์เลี้ยงที่ตอบโจทย์ ผลักดันแนวคิดการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเพื่อให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี (Pet Longevity Concept) ซึ่งเว็ทซินโนว่า เริ่มทำไปแล้วและกำลังจะมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพิ่มขึ้นอีกเร็วๆ นี้  2) การพัฒนาสินค้าที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงสินค้ารักษาโรค  3) ความมุ่งมั่นเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดของผู้คน สัตวแพทย์ สัตว์เลี้ยง และโลกใบนี้ ไม่เพียงแต่จำหน่ายสินค้าแต่ต้องดูแลทุกส่วนเพื่อโลกที่ดีกว่า 4) ขยายเครือข่ายพันธมิตรทางวิชาการ และมหาวิทยาลัย  เพื่อวิจัยและสร้างนวัตกรรม รวมถึงการให้ความรู้เพื่อส่งเสริมการดูแลด้วยรักตามหลักสัตวแพทย์  5) สร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคผ่านทุกช่องทางการตลาดและแคมเปญ  ที่สร้าง Emotional Connection และ 6) การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ในฐานะแบรนด์ระดับโลกจากประเทศไทย โดยปัจจุบันส่งออกไปใน 7 ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงค์โปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ลาว โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 4 ประเทศในปีนี้ (อินเดีย ปานามา ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย)

เว็ทซินโนว่า ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก ด้วยการทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนานวัตกรรมสิทธิบัตรและผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence) และรับรองโดยสัตวแพทย์ (Veterinary Validation) โดยทีมสัตวแพทย์ภายในขนาดใหญ่ ที่ทำงานร่วมกันกับคณะสัตวแพทยศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ห้องปฏิบัติการวิจัย  ศูนย์สัตว์ทดลอง ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยง เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology หรือ SynBio Technology) การพัฒนานวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีจำเพาะขั้นสูง (Advanced Specific Antibody Technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้แอนติบอดีจำเพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ

สำหรับผลการวิจัยตลาดของเว็ทซินโนว่า ปี 2568 พบว่าปัจจุบันการเลือกซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาที่สมเหตุสมผล คุ้มค่าเงิน มากที่สุดถึง 90% โดยต้องเป็นของดีที่ราคาเหมาะสมและคุ้มค่าเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งสอดคล้องกับสินค้าของเว็ทซินโนว่า ซึ่งแตกต่างจากผลสำรวจในปี 2567 ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาก่อนราคา นอกจากนี้ยังพบว่าเจ้าของใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันมากถึง 70% และอยู่ด้วยกันตลอดเวลา (เกือบทั้งวัน) 25%

แคมเปญช่วงเวลาแห่งสายสัมพันธ์ของครอบครัว (Family Bonding Time) ที่เปิดตัวในวันนี้ (18 มีนาคม 2569) มาจากแนวคิดสำคัญว่า “เวลาของคนและสัตว์เลี้ยงไม่เท่ากัน” ดังนั้นทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันสำคัญที่สุด เพื่อต้องการสื่อสารไปยังพ่อแม่สัตว์เลี้ยง (Pet Parents) ว่า คุณภาพของเวลาที่อยู่ด้วยกัน เริ่มต้นจากการดูแลกันและเริ่มต้นจากสิ่งที่เราเลือกให้กับสัตว์เลี้ยง แคมเปญนี้จึงไม่ได้เป็นแคมเปญเพื่อขายสินค้า แต่เป็นการสื่อสารให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงตระหนักถึงคุณค่าของช่วงเวลาที่มีร่วมกับน้องหมาและน้องแมวผ่านสัญลักษณ์ “นาฬิกา” ที่สื่อถึงเวลาที่เรามีร่วมกับสัตว์เลี้ยง และเตือนให้เราใช้เวลานั้นอย่างมีคุณค่า ด้วยภาพยนตร์โฆษณา 2 เรื่องสำหรับสุนัขและแมวเพราะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

พร้อมนำแนวคิด Music Marketing มาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารแคมเปญ ผ่านบทเพลงพิเศษ “ดูแลตลอดไป” ที่ถ่ายทอดทั้งคำร้องและทำนองโดย โต๋–ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร แบรนด์พรีเซนเตอร์ของเว็ทซินโนว่าเพื่อส่งต่อความรู้สึกอบอุ่นและความผูกพันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ให้ทุกคนอยากกลับไปโอบกอด ดูแล และมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับน้องหมาน้องแมวของพวกเขาไปตลอดชีวิต พร้อมเปิดตัว Music Video เวอร์ชัน Pet Friendly ที่ออกแบบมาเพื่อให้สัตว์เลี้ยงสามารถรับชมร่วมกับเจ้าของได้อย่างมีความสุข

“เราเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่คือสมาชิกของครอบครัว คือเพื่อน คือความสุข และคือช่วงเวลาที่มีความหมายในชีวิตของเรา ในฐานะบริษัทนวัตกรรมสัตวแพทย์ เราจึงไม่ได้มองเพียงการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงแต่ยังใส่ใจถึงคุณภาพชีวิตของพวกเขา ผ่านสิ่งแวดล้อมที่เราและสัตว์เลี้ยงจะเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกัน เราจึงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยง ครอบครัว และโลกของเราในระยะยาว”

ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เว็ทซินโนว่า ยังวางเป้าหมายระยะกลางในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าหรือในปี 2572 โดยตั้งเป้ารายได้รวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในช่วงครบรอบ 9 ปีของการดำเนินธุรกิจ

“เราเชื่อมั่นว่าด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างและหลากหลาย ซึ่งสัตวแพทย์แนะนำและเจ้าของสัตว์เลี้ยงไว้วางใจ รวมทั้งแคมเปญล่าสุดจะช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งในด้านรายได้ การขยายตลาด และการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในระดับสากล” น.สพ.มนัยธร กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ เว็ทซินโนว่า ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสัตว์เลี้ยง และเชื่อว่าการดูแลสัตว์เลี้ยงควรเติบโตไปพร้อมกับการดูแลโลกใบนี้ งาน Family Bonding Day by VetSynova ในครั้งนี้ จึงจัดในรูปแบบ Carbon Neutral Event ซึ่งนับเป็นแบรนด์ด้านสัตว์เลี้ยงแรกของไทย ที่มีการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) ในงาน สะท้อนความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมดูแลโลกด้วยการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความท้าทายของภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานรอบด้าน อาทิ ข้อมูลการเดินทางของผู้เข้าร่วม ข้อมูลด้านวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงาน ปริมาณขยะที่เกิดขึ้น โดยนำข้อมูลมาคำนวณและชดเชยคาร์บอนต่อไป ซึ่งเป็นการสนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนโครงการภาคป่าไม้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการปลูกป่า และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการสร้างประโยชน์และดูแลสิ่งแวดล้อมได้ในอีกมิติหนึ่ง ตามความตั้งใจของบริษัท

ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงมีการแข่งขันอย่างดุเดือด ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) พบว่าตั้งแต่ปี 2567 อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงเป็นท็อป 5 ของอุตสาหกรรมที่บริษัทอยากเข้ามาทำธุรกิจมากที่สุด โดยช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา จำนวนสัตว์เลี้ยงและมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 10% มีจำนวนแบรนด์สินค้าสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 แบรนด์เป็น 400 แบรนด์ จำนวนร้านค้าสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า โดย ttb analytics คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 มีการขยายตัว 13.2% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะทะลุแสนล้านบาทในปี 2569 จากแรงหนุนของกระแสสัตว์เลี้ยงที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ในขณะที่ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) พบว่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 69,800 ล้านบาท เติบโต 8.5% จากปี 2566 ที่มีมูลค่า 64,000 ล้านบาท โดย หมวดอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) มีสัดส่วน 55% ด้วยมูลค่าตลาด 38,300 ล้านบาท (อาหารสุนัข 18,700 ล้านบาท และอาหารแมว 19,600 ล้านบาท) บริการรักษาสัตว์เลี้ยง (Pet Health และ Medical Care) มีสัดส่วน 22% มีมูลค่าตลาด 15,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากความตระหนักในการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง หมวดขนม 6.96 พันล้านบาท หมวดอาหารเสริม 950 ล้านบาท เป็นต้น โดย ttb analytics พบว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น ค่าอาหาร ขนม ค่ารักษาดูแลสุขภาพ ค่าอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ค่ารับบริการ แบ่งเจ้าของเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยง (Pet Ownership) มีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาท/ตัว/ปี และกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนคนในครอบครัว (Pet Humanization) มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท/ตัว/ปี

ที่มา: ABM Connect