นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยออกเดินทางเพื่อมองหาสถานที่ใหม่ ๆ แต่มีเพียงไม่กี่แห่ง ที่ทำให้เรากลับมาพร้อมมุมมองใหม่ต่อธรรมชาติและผู้คน ‘สะจุก-สะเกี้ยง’ จังหวัดน่าน คือหนึ่งในสถานที่นั้นบนผืนป่าต้นน้ำของดอยภูคา พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้โดดเด่น เพียงเพราะทิวเขาที่โอบล้อมด้วยสายหมอก หรือทุ่งนาขั้นบันไดที่ทอดตัวอย่างงดงาม หากโดดเด่นเพราะพื้นที่นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ‘คนกับป่าเติบโตไปด้วยกันได้’

นี่คือเหตุผลที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เลือกยกระดับ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ให้เป็นหนึ่งในต้นแบบ ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยยึดแนวคิด Queen Legacy เป็นแกนหลัก ภายใต้โครงการ Village to the World Season 5 เพื่อถ่ายทอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ประสบการณ์ การท่องเที่ยวที่มีความหมาย และเปี่ยมด้วยคุณค่า ตลอดจนเป็นต้นแบบให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ เบื้องหลังภูมิทัศน์ อันเขียวชอุ่มในวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าสงวนที่เผชิญปัญหา การบุกรุกและการใช้ทรัพยากร อย่างไม่สมดุล ของราษฎรบนพื้นที่สูง จนปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพื้นที่ จึงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้งโครงการฯ เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาควบคู่กันไป บนพื้นที่กว่า 31,750 ไร่ ระหว่างบ้านสะจุก และบ้านสะเกี้ยง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในอ้อมกอดของป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ที่ทิศตะวันออกจรดพรมแดนประเทศลาว และทิศตะวันตกจรดอุทยานแห่งชาติดอยภูคา
เกือบสองทศวรรษต่อมา พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ภาพสะท้อนของแนวคิด ‘คนอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูลกัน’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม และจับต้องได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ผืนป่าที่เคยเสื่อมโทรมกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ข้อมูลตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่พบเหตุการณ์ไฟป่าแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ระบบฝายชะลอน้ำ บ่อพักน้ำ ระบบกระจายน้ำ ช่วยฟื้นคืนความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าต้นน้ำ และหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน อย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนที่หันมาเป็นผู้พิทักษ์ผืนป่าอย่างแท้จริง
จากศักยภาพเหล่านี้ ทำให้ ททท. ยกให้ ‘สะจุก-สะเกี้ยง’ เป็นดั่ง ‘ห้องเรียนธรรมชาติ’ ขนาดใหญ่ที่มีชีวิต นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ระบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ชมฝายต้นน้ำที่ช่วยชะลอน้ำและเก็บความชุ่มชื้น รวมถึงบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตรกว่า 44 บ่อ และระบบกระจายน้ำ 37 ระบบ ที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อเลี้ยงดูทั้งชุมชน และพืชพรรณในพื้นที่
ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสภูมิทัศน์ทางการเกษตร อย่างทุ่งนาขั้นบันได สีเขียวมรกตที่ราษฎรเผ่าลั้วะดูแลอย่างประณีต ทอดตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขา ผสมผสานการเกษตรที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ร่วมกับการเกษตรสมัยใหม่ที่โครงการฯ ส่งเสริม ทำให้ผลิตข้าวได้สูงถึง 35-50 ถัง/ไร่ นับว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบสองเท่า ยังมีสวนหม่อนผลสดกว่า 14,600 ต้น เปิดให้เก็บผลสดจากต้น ในบรรยากาศแวดล้อมด้วยสายหมอกและภูเขาเขียว
พร้อมด้วยไร่กาแฟอะราบิก้ากว่า 28,000 ต้น ปลูกในระดับความสูงอันเหมาะสม จนเป็นแหล่งกำเนิดกาแฟพิเศษรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของดอยนี้ รวมถึงไร่ชาอู่หลง เสาวรส และพืชเมืองหนาวที่สะท้อนการปรับตัวของชุมชนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เกษตรที่สร้างรายได้โดยไม่ทำลายผืนป่า
พื้นที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง บ้านสะจุก-สะเกี้ยงเป็นหนึ่งใน 9 พื้นที่ทั่วประเทศที่ ททท. คัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Village to the World Season 5 ซึ่งยกระดับจากโมเดล CSR Outing ที่เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2559 มาสู่แนวคิด ESG Village Tourism เชื่อมธรรมชาติ ชุมชน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
โดย ททท. มีแผนพัฒนาพื้นที่บ้านสะจุก-สะเกี้ยงให้เป็นต้นแบบ ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism)’ มุ่งเน้นให้รายได้จากการท่องเที่ยวหมุนเวียน กลับสู่คนในพื้นที่โดยตรง สนับสนุนให้ราษฎรเผ่าลั้วะเป็นเจ้าบ้านที่ภาคภูมิใจ ผ่านการพัฒนาโฮมสเตย์ อบรมผู้นำเที่ยวชุมชน และต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ กาแฟสะจุก-สะเกี้ยง น้ำหม่อน หรือผลผลิตเกษตรอินทรีย์ให้กลายเป็นของฝาก ที่ทรงคุณค่าและบอกเล่าตัวตนของชุมชน ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเชื่อมโยงพื้นที่เข้ากับ เส้นทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยภูคาและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของน่าน เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครบวงจร กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ยืดระยะเวลาการพักค้างคืน ของนักท่องเที่ยวให้ยาวนานขึ้น และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย เพราะสำหรับททท. การท่องเที่ยวยุคใหม่จะไม่วัดกันที่จำนวนนักท่องเที่ยวอีกต่อไป ทว่าวัดกันที่คุณค่าของประสบการณ์ และสิ่งที่ทุกการเดินทางสร้างคืนให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการนี้ มีหัวใจสำคัญคือ การพัฒนาศักยภาพชุมชนควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ จุดหมายปลายทาง
สิ่งที่ทำให้โครงการ Village to the World Season 5 แตกต่างจากทุกครั้ง คือภาคเอกชน 9 องค์กรพันธมิตร ที่นำความเชี่ยวชาญของตนเองมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่กว่าการทำงานคนเดียว ทำให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ แต่กลายเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาอย่างแท้จริง
เมื่อชุมชนเข้มแข็งขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบก็เติบโตตามไปด้วย ฉะนั้น ‘สะจุก-สะเกี้ยง’ พิสูจน์ว่าการท่องเที่ยวเป็นพลังในการฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างรายได้ และรักษาวิถีชีวิตของผู้คนให้ดำรงอยู่ไปพร้อมกันได้

