7 วิธีดูแลแท็บเล็ตให้ลื่นไหล ใช้งานได้นาน ไม่ค้าง ไม่ช้า

ในยุคดิจิทัลที่หลายคนเปลี่ยนมาใช้แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานและเรียนออนไลน์ การรู้วิธีดูแลรักษาให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเราใช้งานเพียงอย่างเดียวโดยไม่บำรุงรักษา อุปกรณ์ที่เคยรวดเร็วก็อาจเริ่มมีอาการหน่วง ค้าง หรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

เพื่อให้แท็บเล็ตเครื่องโปรดของคุณยังคงความเร็วเหมือนวันแรกที่ซื้อมา และยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด นี่คือ 7 เคล็ดลับที่ทำตามได้ง่ายและเห็นผลทันที

  1. หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการ (OS) อยู่เสมอ

หัวใจสำคัญของความลื่นไหลคือการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพราะผู้พัฒนาจะคอยส่งตัวอัปเดตมาเพื่อแก้ไขบัค (Bug) และปรับปรุงระบบความปลอดภัย ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์ทำงานประสานกับแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ได้อย่างไม่มีสะดุด

  1. เคลียร์แคชและจัดการหน่วยความจำ

ยิ่งใช้งานนานไป ขยะในระบบหรือ “Cache Data” จะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าไปเบียดบังพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ส่งผลให้เครื่องประมวลผลช้าลง ดังนั้นควรเข้าไปลบไฟล์ขยะในเมนูการตั้งค่า หรือลบแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นออกบ้าง เพื่อคืนพื้นที่ว่างให้ระบบได้หายใจ

  1. จัดการแอปพลิเคชันที่ทำงานเบื้องหลัง

หลายครั้งที่เครื่องร้อนและค้าง มักเกิดจากมีแอปพลิเคชันเปิดค้างไว้ที่เบื้องหลัง (Background Process) มากเกินไป แม้ระบบจัดการแรมในปัจจุบันจะฉลาดขึ้นมาก แต่การปิดแอปที่ไม่ได้ใช้งานจริง ๆ จะช่วยลดภาระของ CPU และช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ในตัว

  1. หลีกเลี่ยงการใช้งานจนเครื่องร้อนจัด

ความร้อนคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์ การใช้แท็บเล็ตกลางแดดหรือเล่นเกมกราฟิกหนัก ๆ ต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่มีการพัก จะทำให้ชิปประมวลผลลดความเร็วลงเพื่อป้องกันตัวเอง (Thermal Throttling) หากรู้สึกว่าเครื่องเริ่มร้อน ควรพักเครื่องสัก 5 – 10 นาทีเพื่อให้อุณหภูมิกลับมาปกติ

  1. ดูแลสุขภาพแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี

ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนเหลือ 0% บ่อย ๆ เพราะจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ช่วงระดับแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดคือการรักษาให้อยู่ระหว่าง 20-80% และหลีกเลี่ยงการชาร์จไปเล่นเกมหนัก ๆ ไปพร้อมกัน

  1. เลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จที่มีคุณภาพ

แม้สายชาร์จราคาถูกจะหาซื้อได้ง่าย แต่หากแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่ อาจส่งผลเสียต่อวงจรภายในของอุปกรณ์ การลงทุนกับหัวชาร์จและสายชาร์จที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้การจ่ายไฟเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัยต่อตัวเครื่องในระยะยาว

  1. รีสตาร์ตเครื่องสัปดาห์ละครั้ง

วิธีที่ง่ายที่สุดแต่หลายคนมองข้ามคือการ “Restart” การปิดแล้วเปิดเครื่องใหม่จะช่วยล้างแรมและจบการทำงานของระบบที่ค้างอยู่ในส่วนลึก ทำให้ระบบเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสะอาดและลื่นไหลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การดูแลแท็บเล็ตไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณให้ความสำคัญกับการอัปเดตซอฟต์แวร์ หมั่นเคลียร์ไฟล์ขยะ และระวังเรื่องความร้อน เพียงเท่านี้คุณก็จะได้อุปกรณ์ที่ทำงานลื่นไหล ไม่ต้องหงุดหงิดกับอาการค้าง และที่สำคัญที่สุดคือช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพราะไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่บ่อย ๆ 

ที่มา: ซัมซุง