ทรู ชี้ Data Privacy อย่างรับผิดชอบ คือกลไก “ธรรมาภิบาล” สำคัญของธุรกิจยุค AI ย้ำ “สิทธิประโยชน์ต้องกลับคืนเจ้าของข้อมูล”

ในโลกที่ทุกคลิกทิ้ง “รอยข้อมูล” ไว้เบื้องหลัง ความเป็นส่วนตัวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งโลกดิจิทัลหมุนเร็ว ข้อมูลส่วนบุคคลก็ยิ่งมีค่าและต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่เพียงว่า เรามีข้อมูลมากแค่ไหน? แต่คือ เราจะบริหารจัดการและใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ให้เกิดความเชื่อมั่นและคุณค่าทางธุรกิจอย่างเหมาะสม? ประเด็นนี้ถูกสะท้อนโดย นายมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในเวที “CEO Playbook: ธรรมาภิบาลข้อมูลในฐานะกลยุทธ์หลักทางธุรกิจ” ในงาน Privacy in Action จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตอกย้ำว่า “Data Privacy” วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือรากฐานของความไว้วางใจ และการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

“ความเคารพ” = กระดุมเม็ดแรกของ Brand Trust และความยั่งยืน 

ในวันที่ลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าที่เคย “ความเชื่อใจ” กลายเป็นต้นทุนการตัดสินใจสำคัญไม่แพ้ราคาและคุณภาพ นายมนตรี มองว่า การยกระดับ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรือ Data Privacy จากเรื่องกฎหมายให้เป็น Brand Promise ต้องเริ่มให้ถูกตั้งแต่ “กระดุมเม็ดแรก” นั่นคือ “ความเคารพต่อข้อมูลของลูกค้า” ไม่ใช่เพียงการป้องกันข้อมูลในเชิงความปลอดภัย แต่คือการใช้ข้อมูลอย่างพิถีพิถัน ตามวัตถุประสงค์ที่ได้สื่อสารและให้คำมั่นไว้ตลอดทั้ง lifecycle ของข้อมูล ความเชื่อใจ จึงเกิดจากการที่องค์กรทำในสิ่งที่พูดและพูดในสิ่งที่ทำ โดยมีกฎหมายเป็นพื้นฐานที่ต้องเดินควบคู่กับจริยธรรม รองรับบริบทธุรกิจและเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น

“วันนี้ Data Privacy ไม่ใช่กลไกหลังบ้านอีกต่อไป แต่ฝังอยู่ในทุกสินค้า ทุกบริการ และทุกประสบการณ์ ความแตกต่างของแบรนด์เกิดจากการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ มิติด้านมนุษย์ และความพิถีพิถันที่ลูกค้าสัมผัสได้ ซึ่งจะเป็นฐานของ Brand Trust และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว” นายมนตรี กล่าว

ความท้าทายของ CEO จากนโยบายบนแผ่นกระดาษ สู่การทำจริง ปลูกฝัง Data Privacy ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร

เมื่อถูกถามถึงโจทย์สำคัญของผู้บริหารระดับ CEO ในเรื่อง Data Privacy ซึ่งวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การมีนโยบาย PDPA หรือ ธรรมาภิบาลข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้นโยบายเหล่านั้น “มีชีวิต” และกลายเป็นพฤติกรรมจริงของคนทั้งองค์กร นายมนตรี อธิบายว่า “แม้แทบทุกองค์กรจะมีนโยบายที่คล้ายกัน แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง คือการถ่ายทอดนโยบายจากระดับ Corporate Compliance ลงสู่ Operational Policy และการปฏิบัติงานจริงในองค์กรบทบาทของ CEO จึงไม่ใช่แค่การตรวจสอบว่าพนักงานทำตามหรือไม่ แต่ต้องลงลึกถึงคำถามว่า ทำไปเพื่ออะไร และ ทำไมองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับ Data Privacy พร้อมเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับ KPI และผลการดำเนินงานขององค์กรในฐานะกลไกสำคัญของความยั่งยืนทางธุรกิจ เพราะในระยะยาว ต้นทุนของการไม่ปฏิบัติตาม อาจสูงกว่าการปฏิบัติตามเสียอีก และหากผู้นำมองว่า Data Privacy เป็นเรื่องเฉพาะด้าน ทั้งองค์กรก็อาจมองว่าเป็นเพียงเรื่องของฝ่าย IT หรือกฎหมายเท่านั้น”

“ความปลอดภัยของข้อมูล” คือหัวใจของความรับผิดชอบขององค์กรที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพราะข้อมูลอยู่ในทุกแผนก ทุกบทบาท และทุกบริบท ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้าไปจนถึงข้อมูลพนักงาน ซึ่งล้วนต้องถูกใช้ภายใต้เงื่อนไขและความรับผิดชอบเดียวกัน ยิ่งเมื่อภูมิทัศน์ของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ จึงยิ่งทวีความสำคัญ ทั้งนี้ “AI เป็นเพียงเครื่องมือ แต่จะถูกใช้อย่างรับผิดชอบได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิถีการนำชุดข้อมูลมาใช้” จากจุดนี้ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด องค์กรยังคงต้องยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบเป็นแกนกลาง ซึ่งวันนี้ ได้ถูกยกระดับไปสู่ Responsible AI โดยตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน คือการใช้ข้อมูลภายใต้กรอบของ Data Privacy ด้วยความเคารพ ความเข้าใจ ความรอบคอบ และความรับผิดชอบขององค์กร 

Future Trend 2026: ธรรมาภิบาล × ความเชื่อใจ × เทคโนโลยี สูตรแห่งการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกข้อมูลและ AI เคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในมุมของนายมนตรี นอกจากการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายอย่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แล้ว การสร้างธรรมาภิบาลข้อมูล หรือ Data Governance ให้เกิดขึ้นนั้น “บันไดขั้นแรกไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการเข้าใจว่าข้อมูลที่อยู่ในมือเราอยู่ในบริบทอะไร และเรามีพันธสัญญาอะไรกับลูกค้า” พร้อมชี้ว่า กลไกการให้บริการและสัญญาที่องค์กรมีอยู่กับลูกค้า คือจุดตั้งต้นของการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง แม้กฎหมายจะไม่ห้ามการใช้ข้อมูล และการไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอาจดูน่าเสียดาย แต่การใช้ข้อมูลต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีความจำเป็น และเป็นสัดส่วน และที่สำคัญ “สิทธิประโยชน์ต้องกลับไปหาเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอ” ไม่ใช่เพียงกลับสู่ระบบหรือองค์กร

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือส่วนต่อขยายของความรับผิดชอบองค์กรในยุคดิจิทัล ที่ครอบคลุมแบบ 360 องศา ทั้งความปลอดภัย จริยธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีปลายทางเดียวกันคือ “ความเชื่อใจ” และเมื่อเราสร้างรากฐานในบ้านเราให้แข็งแรง มั่นคง มีธรรมาภิบาลข้อมูลที่ชัดเจน เมื่อนั้นจะนำไปสู่การเชื่อมต่อกับต่างประเทศ เปิดประตูบานใหม่สู่เวทีโลก เพื่อสร้างความร่วมมือ ดึงดูดการลงทุน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อไปยั่งยืน” นายมนตรีกล่าวสรุป

ที่มา: ทรู คอร์ปอเรชั่น

Symbol: TRUE