“ลดเสี่ยง ลดสูญเสีย” สร้างมาตรฐานการใช้ยาที่เป็นรูปธรรม

ภายใต้บริบทสังคมที่เร่งรีบ การดูแลสุขภาพด้วยตนเองผ่านร้านขายยาใกล้บ้านถือเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ความคุ้นชินดังกล่าวกับวลีติดปากอย่าง “ขอยาแก้อักเสบ” และ “ขอยาแรง ๆ” เพื่อหวังผลการรักษาที่รวดเร็ว กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ “เชื้อดื้อยา” (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขที่รุนแรง ตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตเพื่อถอดรหัสสาเหตุเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปด้วยกัน พร้อมร่วมสร้างมาตรฐานวิถีใหม่ในการใช้ยา ที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน
ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลยา จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย
ในมิติของระบบสาธารณสุข การควบคุมการกระจายยาถือเป็นด่านหน้าที่มีความสำคัญสูงสุด โดยข้อมูลจากเวทีเสวนา ‘ดื้อยาหยุดได้’ สะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายการเข้าถึงยาที่ดี แต่ยังขาดความเข้มแข็งในเรื่องระบบ “การกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพ” (Antibiotic Stewardship) โดยเฉพาะ
ในส่วนของร้านขายยาภาคเอกชนที่ยังไม่มีระบบตรวจสอบและติดตามที่เข้มข้นเพียงพอ ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการจ่ายยาเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์ เพราะการสะสมเชื้อดื้อยาในร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนับปี เพียงแค่การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อในหลักสัปดาห์ ก็สามารถกระตุ้นให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์และดื้อยาได้
นอกจากนี้ ฝั่งเภสัชกรยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ภัยจากเชื้อดื้อยานั้นอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด ไม่ใช่เพียงแค่การกินยาผิดเท่านั้น แต่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการทำปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาเกินความจำเป็น ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคดื้อยาทั้งสิ้น เพราะเชื้อดื้อยาสามารถตกค้างและแพร่กระจายผ่านแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหารกลับมาสู่มนุษย์ได้ในที่สุด ดังนั้นการผลักดันระบบบริหารจัดการยาที่ครอบคลุมทุกมิติจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ
รู้ทันโรคด้วยหลักคิด “3 มี 1 ไม่” เช็กให้ชัวร์ เจ็บคอแบบไหนต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
สำหรับประชาชน การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือเกราะป้องกันเชื้อดื้อยาที่ดีที่สุด ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) ชี้ว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่า “เจ็บคอต้องใช้ยาปฏิชีวนะ” ทั้งที่จริงแล้ว อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และมักหายได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับอาการเจ็บคอ มีวิธีสังเกตการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยหลัก “3 มี 1 ไม่” ได้แก่ มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีฝ้าขาวที่คอหอยหรือต่อมทอนซิล มีต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโตและกดเจ็บและไม่มีอาการไอ ดังนั้น หากมีแต้มครบ 4 ข้อ หรือมีอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่หากมีแต้มเพียง 1–2 ข้อ มักเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาเกินความจำเป็นเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไข สิ่งสำคัญที่เราควรช่วยกันปรับ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น คือ 1. ใช้หลัก “3 มี 1 ไม่” ในการเช็กอาการ 2. เลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” เพื่อลดความสับสน 3. ไม่เริ่มใช้ยาปฏิชีวนะเองก่อนได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย และหากจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สิ่งสำคัญที่เราควรทำเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา คือ 1. ไม่ขอยาแรง แต่ขอใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อก่อโรค 2. ใช้ยาให้ถูกขนาดตามฉลากยา และ 3. ใช้ยาให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดเพราะการใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อ ขนาดที่ถูกต้อง และระยะเวลาที่ครบ จะช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยาได้
บทบาทนักสื่อสารยุคใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูล ลดค่านิยมการใช้ยาพร่ำเพรื่อ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงคือพลังของการสื่อสาร ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหล บทบาทของสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จึงมีความสำคัญยิ่ง คุณณภัทร กาญจนะจัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ให้ความเห็นว่า สังคมไทยจำเป็นต้องสร้าง “ความฉลาดรู้ทางสื่อสุขภาพ” (Health Media Literacy) โดยเปลี่ยนวัฒนธรรมความห่วงใยจากคำถามที่ว่ากินยาหรือยัง เป็นการตรวจสอบอาการเบื้องต้น หรือ เช็กอาการก่อนใช้ยาแทน
ขณะเดียวกัน ผศ. ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า การสื่อสารเรื่องเชื้อดื้อยาต้องปรับรูปแบบให้เข้าถึงง่ายและตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนให้ตระหนักว่า การไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่หายเองได้ ไม่ใช่การละเลยสุขภาพ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีระบบการจ่ายยาที่สมเหตุผล ประชาชนที่มีความรู้เท่าทันโรค และนักสื่อสารที่ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและงบประมาณแผ่นดินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาชัดเจนขึ้น หากเราไม่ร่วมมือกันแก้ทั้งจากพฤติกรรมส่วนตัวและสภาพแวดล้อม สถานการณ์เชื้อดื้อยาก็จะทวีความวิกฤตจนอาจเกินเยียวยา ทั้งยังเป็นการรักษาประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะไว้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อที่รุนแรง หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ การ “หยุดเชื้อดื้อยา” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับระบบสาธารณสุขไทยอย่างยั่งยืน
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและเนื้อหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ กินยาสมเหตุ หายโรค
สมผล ทุกคนสมใจ https://www.facebook.com/pillproperly
