กทม. เตรียมพร้อมมาตรการเฝ้าระวังป้องกัน ‘โรคไข้ดิน’ เร่งให้ความรู้วิธีป้องกันตนเอง – ผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำโดยตรง

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคเมลิออยด์ หรือโรคไข้ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังป้องกันโรคในสถานพยาบาลสังกัด กทม. ว่า จากสถิติผู้รับบริการในโรงพยาบาลในสังกัด สนพ. พบมีจำนวนผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ดังนี้ ปี 2566 พบผู้ป่วยรวม 9 ราย ปี 2567 พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 23 ราย ปี 2568 พบผู้ป่วย 13 ราย และปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 5 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เม.ย. 69) ซึ่ง สนพ. ได้เตรียมระบบเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยกำชับให้โรงพยาบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรค เพื่อความรวดเร็ว และจัดสำรองเวชภัณฑ์ยาที่ใช้ในการรักษาให้เพียงพอ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด

โรคเมลิออยด์เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและน้ำ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การกินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน หรือการสูดดมฝุ่นดิน ซึ่งกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะ ได้แก่ กลุ่มอาชีพเกษตรกร ชาวนา คนงานก่อสร้าง และผู้ที่ต้องทำงานขุดดิน หรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง กลุ่มโรคประจำตัว ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (กลุ่มเสี่ยงสูงสุด) โรคไตเรื้อรัง โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน โดยขณะปฏิบัติงานให้สวมรองเท้าบูทและถุงมือยางทุกครั้งที่ต้องสัมผัสดิน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันเชื้อเข้าทางบาดแผล หรือผิวที่เปื่อยยุ่ย หากมีบาดแผลที่ผิวหนังให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ทำความสะอาดแผลทันทีหลังเสร็จภารกิจ หมั่นดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุกเท่านั้น ล้างมือ ล้างเท้า และชำระร่างกายทันทีหลังจากกลับจากไร่นา สวน หรือเขตก่อสร้าง พร้อมทั้งสังเกตหากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือ มีแผลฝีหนองตามตัว ให้รีบพบแพทย์ทันที สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคเรื้อรัง หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุเกิน 2-3 วัน ห้ามซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคนี้หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านแอปพลิเคชัน Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว หรือโทรศัพท์ปรึกษาเรื่องสุขภาพได้ทาง HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นางดวงพร  ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า จากระบบสารสนเทศทางระบาดวิทยา กทม. (EPI-NET)  ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 19 เม.ย. 69 มีจำนวนผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ หรือโรคไข้ดิน จำนวน 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต สำหรับโรคเมลิออยด์เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบในดินและน้ำ สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การหายใจเอาฝุ่นดิน หรือการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยอาการมีได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตั้งแต่มีไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไปจนถึงมีแผลบวมแดง หรือฝีหนอง ซึ่งหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ กทม. มีมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคเมลิออยด์ในช่วงฤดูฝน โดยให้ความรู้และทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ ดังนี้ (1) มาตรการป้องกันโรค กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำท่วม ลุยโคลนโดยไม่มีการสวมอุปกรณ์ป้องกัน ส่งผลให้เกิดบาดแผล หรือมีผิวหนังอ่อนนุ่ม ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย (โดยอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 1-21 วัน หลังสัมผัสเชื้อ หรือในบางกรณีมีระยะฟักตัวนานถึง 1 ปี) ผู้ที่มีโรคประจําตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่ประกอบอาชีพ หรือทำกิจกรรมเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับดินและน้ำ เช่น เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ หรือผู้ที่หาปลาตามแหล่งน้ำต่าง ๆ และเด็กที่เล่นหรือสัมผัสดินและน้ำ

ส่วน (2) มาตรการคัดกรอง ตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคเมลิออยด์ ประกอบด้วย (1) การคัดกรองผู้ป่วยระดับชุมชน ให้อาสาสมัครสาธารณสุข กทม. (อสส.) โดยแจ้งเตือนประชาชน หากพบผู้ที่มีอาการป่วย เป็นไข้ตั้งแต่ 2 วัน ร่วมกับมีประวัติสัมผัสดิน โคลน หรือน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ควรเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ป่วยตลอดฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วม ควรเฝ้าระวังผู้ป่วยต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์หลังน้ำลด และ (2) การคัดกรองผู้ป่วยในศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ด้านการเตรียมความพร้อม สนอ. ได้เน้นย้ำให้ ศบส. ทั้ง 69 แห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการที่เข้าข่ายได้ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านยา เวชภัณฑ์ และเตรียมทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็วกรณีที่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเมลิออยด์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้สามารถป้องกันตนเอง ดังนี้ หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ แช่น้ำ หรือลุยน้ำหากไม่จําเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจําตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หากจำเป็นต้องลุยน้ำ โดยระดับน้ำไม่สูงมากนัก ควรสวมรองเท้าบูท หรือสวมถุงพลาสติกยาวหุ้มรองเท้า และใช้เชือกรัดอย่างแน่นหนา หากมีบาดแผลควรล้างทำความสะอาดและปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ ล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หลังจากลุย หรือแช่น้ำ กรณีประสบอุทกภัย การทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ควรสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท เสื้อแขนยาว และกางเกงขายาว เพื่อป้องกันบาดแผลจากการขนย้ายสิ่งของ และลดการสัมผัสดิน โคลน ดื่มน้ำที่ต้มสุก หรือน้ำขวดที่ผ่านมาตรฐาน และบริโภคอาหารที่ปรุงสุกใหม่ น้ำที่ใช้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ควรเป็นน้ำประปาที่มีระดับคลอรีนตามมาตรฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางสายฝน โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง มีพายุ อาจทำให้สูดละอองดินที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 

ที่มา: กรุงเทพมหานคร