“วันมะเร็งโลก 2026”: พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น สถาบันมะเร็งฯ ย้ำตรวจพบไว-การแพทย์แม่นยำช่วยได้ ดันแนวคิดคุ้มครองข้อมูลพันธุกรรม

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดงาน “วันมะเร็งโลก 2569” ร่วมกับภาคีเครือข่าย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำกุญแจสำคัญในการลดการสูญเสียจากโรคมะเร็งด้วยการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก เพราะแม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง แต่มะเร็งปอดยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่มาในรูปแบบของวิกฤตฝุ่น PM2.5 และการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดที่พบสูงในคนเอเชีย โดยข้อมูลจาก Global Cancer Observatory (GLOBOCAN 2022) พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ราว 23,494 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 19,864 รายต่อปี สะท้อนภาระโรคที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมักตรวจพบในระยะลุกลาม การคัดกรองเชิงรุกจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อลดการสูญเสีย
งานวันมะเร็งโลก 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด United by Unique: Voice of Cancer Free Life ร่วมกันสร้างพลังบวก ยอมรับความแตกต่างเพื่อสร้างคุณค่า และร่วมกันส่งเสียงให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคมะเร็ง โดยขับเคลื่อน 3 ประเด็นสุขภาพ ได้แก่ 1) ความจำเป็นในการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชน เพื่อให้ตรวจยีนอย่างมั่นใจ ไม่ถูกลิดรอนสิทธิ์ในด้านต่างๆ เมื่อพบความผิดปกติ 2) ขับเคลื่อนการจัดการ PM2.5 อย่างเป็นระบบในโครงการ Clean Air for All อากาศที่ปลอดจาก PM2.5 ลดความเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ และ 3) ส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการดูแลและฟื้นฟูให้มีความสดใส คืนชีวิตที่มีความหวังในทุกๆ วัน และส่งพลังไปยังคนรอบข้าง
เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ปัจจุบันฝุ่น PM2.5 เข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ด้วยอนุภาคที่เล็กเพียง 2.5 ไมครอน ทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ทั้งถุงลมและปอด ผ่านเส้นเลือด และแทรกซึมทั่วร่างกาย วิกฤตฝุ่น PM2.5 จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องสร้างความตื่นตัวในสังคมให้ร่วมกันแก้ไข เพราะคุณภาพอากาศที่ไม่ดีอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ อีกมากมายในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2574-2579 ประเทศไทยจะมีอัตราการเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้น”
นายแพทย์ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “แม้การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งปอด แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนไม่น้อยที่อายุน้อยและไม่ได้สูบบุหรี่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่องค์การอนามัยโลกยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งปอด และยังพบว่าผู้ป่วยไทยที่เป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา พบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ที่พบในคนเอเชียในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50-60 โดยเฉพาะผู้หญิง ที่สูงกว่าประเทศตะวันตกหลายเท่า ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสัมผัสปัจจัยกระตุ้น เช่น ฝุ่น PM2.5 แนวทางรักษาปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ ด้วยการตรวจยีนเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ลดผลข้างเคียง และโอกาสหายขาดสูงขึ้น การตรวจยีนจึงเป็นมาตรฐานการดูแลที่จำเป็นและสามารถเบิกจ่ายได้ทุกสิทธิ์”
คุณโสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะภาคีเครือข่ายการจัดงาน กล่าวว่า “มะเร็งถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลก เนื่องจากมีอุบัติการณ์สูง และมักพบเมื่อเป็นระยะลุกลาม แอสตร้าเซนเนก้า มุ่งมั่นใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพที่เน้นการป้องกัน ผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Transform Care) เราเชื่อว่า ไม่ควรมีใครเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เพราะนวัตกรรมในปัจจุบัน ทั้งการตรวจวินิจฉัยขั้นสูง และการรักษาด้วยการแพทย์แม่นยำ สามารถรักษาชีวิตและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตได้ การทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนก็เป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืน”
นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาในหัวข้อ “ตรวจยีนมั่นใจ สิทธิที่คนไทยต้องรู้” ถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพและข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชนไทย เช่นเดียวกับแนวคิด GINA ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย กล่าวเสริมว่า “ในยุคการแพทย์แม่นยำ แม้การตรวจยีนจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากมะเร็ง แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบหรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมโดยเฉพาะ จึงอาจกลายเป็นดาบสองคมต่อผู้ป่วยได้ ทำให้เกิดความกังวลว่า ข้อมูลจากการตรวจยีนอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่รับเข้าทำงาน ไม่ให้ทำประกันชีวิต หรือยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิและความปลอดภัยของข้อมูล จะช่วยให้คนไทยกล้าตรวจ กล้าป้องกัน และเข้าสู่ระบบการรักษาได้รวดเร็ว ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วขึ้น สุดท้ายแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ที่รักษาหายแล้ว ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีศักดิ์ศรี เป็นพลังของ Voice of Cancer-Free Life ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย”
ข้อมูลที่ได้จากงานวันมะเร็งแห่งชาติ 2569 สะท้อนว่า มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว การรับมือโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอดในประเทศไทย ไม่ได้อยู่เพียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศ การคัดกรองเชิงรุก นวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ และระบบกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและปกป้องคนไทยทุกคน

