เจาะลึกการผ่าตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) วิธีรักษาโรคอ้วนยั่งยืน

ลดน้ำหนักไม่ลง ผ่าตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) ช่วยได้! เจาะลึก 3 เทคนิคการรักษา เกณฑ์การประเมิน และวิธีเลือกคลินิกให้ปลอดภัย เปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่สุขภาพดี

“โรคอ้วน” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างที่ลดทอนความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยบั่นทอนสุขภาพด้วยโรคร้ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลายคนอาจเคยผ่านช่วงเวลาที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเอง ทั้งคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ หรือต้องวนเวียนอยู่กับภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

การหันมาพึ่งพาทางเลือกทางการแพทย์อย่าง ผ่าตัดกระเพาะจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกปัญหานี้ เพื่อกู้คืนคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่แข็งแรงให้กลับมาในระยะยาว แล้ววิธีการนี้เหมาะกับใคร ควรเลือกเทคนิคแบบไหน และจะเลือกสถานพยาบาลอย่างไรให้มั่นใจได้ บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบทั้งหมดไว้ให้คุณแล้ว

ผ่าตัดกระเพาะคืออะไร ทำไมถึงเป็นการรักษาโรคอ้วน ไม่ใช่แค่ศัลยกรรมความงาม

หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการผ่าตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) เป็นเพียงศัลยกรรมเพื่อความงามเหมือนการดูดไขมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หัตถการนี้คือ “การรักษาโรคอ้วน” โดยเฉพาะ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการปรับระบบทางเดินอาหารและระบบเผาผลาญของร่างกาย โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะทำการลดขนาดกระเพาะอาหารให้เล็กลง หรือปรับเปลี่ยนทางเดินอาหาร เพื่อจำกัดปริมาณการทานและลดการดูดซึมพลังงานส่วนเกิน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่รูปร่างที่เล็กลง แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาพจากภายใน ลดความเสี่ยงของโรคร้าย และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

นอกจากน้ำหนักที่ลดลง การผ่าตัดกระเพาะช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

การผ่าตัดรักษาโรคอ้วนไม่ได้ให้ผลลัพธ์เพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมในหลายมิติ หรือที่เรียกว่าการรักษาโรคร่วมที่เกิดจากความอ้วน (Co-morbidities) ดังนี้

  • ควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 : การปรับสมดุลฮอร์โมนในลำไส้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น จนผู้ป่วยหลายรายสามารถลดปริมาณยาหรือหยุดยาได้
  • ลดความดันโลหิตและไขมันในเลือด : เมื่อน้ำหนักลดลง ภาระการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดจะลดน้อยลง ช่วยให้ความดันและระดับคอเลสเตอรอลเข้าสู่เกณฑ์ที่ดีขึ้น
  • แก้ปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) : การลดไขมันที่กดทับบริเวณทางเดินหายใจ ช่วยให้นอนหลับได้สนิทและมีคุณภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขณะหลับ
  • ลดอาการปวดข้อและกระดูก : น้ำหนักตัวที่ลดลงช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อเข่าและข้อเท้า ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องตัวขึ้น

เช็กลิสต์ 3 ข้อว่าคุณเหมาะกับการผ่าตัดกระเพาะหรือไม่

เช็กลิสต์ประเมินผ่าตัดกระเพาะ

ไม่ใช่ทุกคนที่มีน้ำหนักเกินจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ทันที การพิจารณาความเหมาะสมต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ผู้ชำนาญการอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นคุณสามารถสำรวจตัวเองได้จาก 3 เกณฑ์หลัก ดังนี้

1. คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ

ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) เป็นเกณฑ์มาตรฐานแรกที่ใช้คัดกรอง โดยทั่วไปผู้ที่เข้าเกณฑ์พิจารณาผ่าตัดคือผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 37.5 kg/m² ขึ้นไป (สำหรับคนเอเชีย) หรือผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 32.5 kg/m² ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมที่เกิดจากความอ้วน เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาวะอ้วนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

2. ประวัติการลดน้ำหนักและปัญหาสุขภาพ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติอย่างจริงจัง ทั้งการคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยามาแล้วระยะหนึ่งแต่ไม่เห็นผล หรือน้ำหนักลดลงแล้วดีดตัวกลับขึ้นมามากกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) จนกระทบต่อสุขภาพกายและใจ การผ่าตัดกระเพาะอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการช่วยยุติวงจรนี้

3. ความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การผ่าตัดเป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพสูง แต่กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือ “ระเบียบวินัย” ผู้เข้ารับการรักษาต้องมีความเข้าใจและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตใหม่ตามคำแนะนำของแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อรักษาผลลัพธ์ที่ดีให้คงอยู่ตลอดไป

รู้จัก 3 เทคนิคผ่าตัดกระเพาะยอดนิยม แบบไหนเหมาะกับใคร

เทคนิคผ่าตัดกระเพาะ แบบไหนเหมาะกับใคร

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้การผ่าตัดมีความหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับพยาธิสภาพของแต่ละบุคคล โดยมี 3 เทคนิคที่ได้รับการยอมรับและนิยมทำกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)

เป็นการตัดกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ออก ให้เหลือเพียงส่วนที่มีลักษณะคล้ายผลกล้วยหอม วิธีนี้จะช่วยลดฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI สูงแต่ไม่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนรุนแรง

2. การผ่าตัดแบบบายพาส (Roux-en-Y Gastric Bypass : RYGB)

เป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้มาอย่างยาวนาน โดยแพทย์จะตัดกระเพาะให้เหลือส่วนเล็ก ๆ และทำการตัดต่อลำไส้เพื่อข้ามขั้นตอนการดูดซึมอาหารบางส่วน วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในการลดน้ำหนักและรักษาเบาหวาน แต่มีความซับซ้อนในการผ่าตัดค่อนข้างมาก

3. การผ่าตัดแบบมินิบายพาส (Mini Gastric Bypass : MGB/OAGB)

เป็นการผสมผสานข้อดีของแบบสลีฟและบายพาสเข้าด้วยกัน โดยมีการตัดต่อลำไส้เพียงจุดเดียว ทำให้ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า ฟื้นตัวได้ไว และให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักและคุมโรคร่วมได้ดี เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างผลลัพธ์และขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป

วิธีเลือกสถานพยาบาลผ่าตัดกระเพาะให้ปลอดภัยและมั่นใจได้ในระยะยาว

การผ่าตัดกระเพาะเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด การเลือกสถานที่รักษาจึงสำคัญมากเพื่อให้ได้รับการ ดูแลให้ความปลอดภัย โดยควรพิจารณาปัจจัยดังนี้

  • มาตรฐานสถานพยาบาล : ควรดำเนินการในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสากล (เช่น JCI) มีห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ และอุปกรณ์ครบครัน
  • ประสบการณ์ของทีมแพทย์ : ต้องดูแลโดยทีมศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก และมีวิสัญญีแพทย์ดูแลตลอดการผ่าตัด
  • การดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ : การลดน้ำหนักให้สำเร็จต้องอาศัยทีมสนับสนุน ทั้งนักโภชนาการ นักกายภาพ และนักจิตวิทยา เพื่อดูแลต่อเนื่องหลังผ่าตัด

ทำไม “รัตตินันท์ คลินิก” ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการดูแลแบบองค์รวม

ผ่าตัดกระเพาะที่ รัตตินันท์ คลินิก Rattinan Clinic

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ทั้งมาตรฐานการรักษาและการดูแลที่ใส่ใจในรายละเอียด รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic) ถือเป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการรักษาโรคอ้วน ด้วยแนวคิดการดูแลแบบองค์รวมที่ไม่ได้จบแค่ในห้องผ่าตัด แต่เน้นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

  • ทีมแพทย์มากประสบการณ์ : นำโดย นพ.ปณต ยิ้มเจริญ ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดส่องกล้องลดน้ำหนักที่มีประสบการณ์ยาวนาน (เริ่มดูแลผู้ป่วยด้านนี้ตั้งแต่ปี 2537)
  • มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง : การผ่าตัดทุกเคสดำเนินการในโรงพยาบาลเครือ BDMS ที่ได้รับมาตรฐาน JCI พร้อมทีมวิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 เพื่อดูแลให้ความปลอดภัยแก่ผู้รับบริการอย่างเต็มที่
  • เทคนิคที่หลากหลายและแม่นยำ : มีความชำนาญในเทคนิค Mini Gastric Bypass (MGB) รวมถึงเทคนิคอื่น ๆ โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละราย พร้อมเทคนิคเย็บแผล 3 ชั้น (Triple Lock) เพื่อความมั่นใจ
  • โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 2 ปี (Aftercare) : จุดเด่นสำคัญคือการมีทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งนักโภชนาการและพยาบาลวิชาชีพ คอยติดตามผล แนะนำการกิน และดูแลสุขภาพตลอดยาวนานถึง 2 ปี เพื่อให้คนไข้มีรูปร่างใหม่ที่ดูเป็นธรรมชาติ และสุขภาพดีอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยสุขภาพที่ดีขึ้น สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาเบื้องต้น หรือสอบถามโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 086-570-7040 และสำหรับลูกค้าต่างชาติสามารถติดต่อได้ที่ WhatsApp : 080-047-2308

สรุป

การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่ทางลัดที่น่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพในการกอบกู้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคอ้วนให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจ เลือกวิธีที่เหมาะสม และเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้ชำนาญการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งมีความตั้งใจจริงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าและยั่งยืน

ที่มา: รัตตินันท์ คลินิก