กรมอนามัย ลุยเขตบางนา เร่งดูแลสุขภาพประชาชน เน้นกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือฝุ่น PM 2.5

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วยนายแพทย์ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และทีมเจ้าหน้าที่กรมอนามัย ลงพื้นที่รณรงค์เร่งสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เพื่อรับมือและลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ณ ชุมชนวัดผ่องพลอยอนุสรณ์ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1–12 มกราคม 2569 พบว่า เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงเกินค่ามาตรฐาน โดยค่าสูงสุดเท่ากับ 70.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 บริเวณริมถนนพหลโยธิน แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร ซึ่งวันนี้ เวลา 12.00 น. พบว่า ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร มีค่า PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยคาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 13–19 มกราคม 2569 พบว่า ฝุ่น PM 2.5 จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการระบายอากาศไม่ดี และบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิด ทำให้ค่าฝุ่นเกิดสะสม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งการไอ จาม ระคายเคืองตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับสัมผัสในระดับสูง หรือเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และผู้ป่วย 5 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคผิวหนัง โรคเยื่อบุตา โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง กรมอนามัยจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด ก่อนออกจากบ้านหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน “Air4Thai” หรือ “AirBKK” หรือ “Life Dee” หรือประกาศแจ้งเตือนจากสื่อต่าง ๆ ในวันที่ฝุ่นสูงควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง และเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM2.5     

“นอกจากนี้ การป้องกันฝุ่น PM 2.5 สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห้องที่เป็นระบบปิด ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเครื่องกรองอากาศ กรมอนามัยยังคงแนะนำ “มุ้งสู้ฝุ่น” เพื่อช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ซึ่งจะมีความแตกต่างจากมุ้งธรรมดาทั่วไป คือ ใช้ผ้าฝ้ายที่มีความถี่มากกว่าร่วมกับการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในมุ้ง ซึ่งจะทำหน้าที่กรองฝุ่นจากภายนอกเข้ามาในมุ้งและดันฝุ่นและอากาศที่ไม่สะอาดออกจากมุ้ง ตามหลักการแรงดันบวก (Positive pressure) จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว         

นายแพทย์ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2568 พบกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 2,661 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ 2,462 ราย กลุ่มโรคทางเดินหายใจ 869 ราย กลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด 476 ราย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเขตเมือง นอกจากกลุ่มเปราะบางแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งเพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับเขตบางนาเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นและเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักของกรุงเทพมหานคร เมื่อสภาพอากาศปิด ฝุ่นจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ไม่สามารถแพร่กระจายไปไหนได้ จึงเกิดการสะสมตัว ประกอบกับฝุ่นจากพื้นที่รอบนอกหรือการเผาในที่โล่งจากจังหวัดใกล้เคียงถูกพัดพาเข้ามาสะสมในพื้นที่ชั้นในเพิ่มเติม

กรมอนามัยจึงได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างถูกต้อง พร้อมมอบหน้ากากป้องกันฝุ่น มุ้งสู้ฝุ่น และสื่อความรู้ด้านสุขภาพ ให้กลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้ป่วยติดเตียง ชุมชนวัดผ่องพลอยอนุสรณ์ เขตบางนา จำนวน 5 ครัวเรือน กลุ่มเด็กเล็กณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดผ่องพลอยอนุสรณ์ จำนวน 80 คน เยี่ยมห้องปลอดฝุ่นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดผ่องพลอย และสาธิตการใช้งานมุ้งสู่ฝุ่นให้กับประชาชนในชุมชน

ที่มา: กรมอนามัย