โรคพยาธิหนอนหัวใจในสุนัขและแมว: ภัยเงียบที่เจ้าของควรรู้ สัตวแพทย์จุฬาฯ แนะเช็กสัญญาณเตือนพร้อมวิธีป้องกัน

“ยุง” ไม่ใช่แค่แมลงตัวเล็ก ๆ ที่สร้างความรำคาญ หากแต่เป็นพาหะนำโรคหลายชนิดมาสู่สัตว์เลี้ยง อย่างเช่น โรคพยาธิหนอนหัวใจ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับโรคนี้ก็คือ อาการของโรคจะยังไม่แสดงออกชัดเจนในระยะแรก ทำให้เจ้าของไม่ทันสังเกตว่าสัตว์เลี้ยงกำลังมีความผิดปกติ จนเมื่อโรคเริ่มรุนแรงและส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งในบางกรณี อาจนำไปสู่การเสียชีวิตของสุนัขและแมวได้

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจโรคพยาธิหนอนหัวใจตั้งแต่สาเหตุ อาการและสัญญาณเตือน การวินิจฉัยและการรักษา ไปจนถึงวิธีป้องกัน โดยได้รับคำแนะนำจาก ศ. น.สพ. ดร.สนธยา เตียวศิริทรัพย์ จากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคติดเชื้อในสัตว์ที่มีพาหะนำโรค คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้เจ้าของสามารถดูแลและป้องกันความเสี่ยงให้กับสัตว์เลี้ยงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มียุงชุกชุม ความเสี่ยงที่สุนัขและแมวจะถูกยุงกัดและเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจก็มีสูง

โรคพยาธิหนอนหัวใจ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Heartworm Disease) เกิดจากพยาธิตัวกลมในกลุ่มฟิลาเรีย (Filaria) ที่เข้าไปอาศัยอยู่ในระบบหมุนเวียนเลือด โดยเฉพาะบริเวณหลอดเลือดแดง ปอดและหัวใจของสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว
ความน่ากลัวของพยาธิชนิดนี้คือ ตัวเมียจะไม่ออกไข่เหมือนพยาธิตัวอื่น แต่จะออกลูกเป็นตัวอ่อนขนาดเล็กมากที่เรียกว่า “ไมโครฟิลาเรีย” (Microfilaria) ซึ่งจะล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดของสัตว์ที่ได้รับเชื้อเข้าไป

“ยุง” พาหะโรคพยาธิหนอนหัวใจ

โรคพยาธิหนอนหัวใจไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส กอด เลีย หรือการเล่นกันระหว่างสัตว์เลี้ยงได้โดยตรง แต่ต้องมี “ยุง” เป็นพาหะนำโรคเท่านั้น โดยมีวงจรการแพร่เชื้อดังนี้

  1. ยุงได้รับเชื้อ ยุงกินเลือดสุนัขหรือแมวที่มีตัวอ่อนไมโครฟิลาเรียอยู่ในกระแสเลือด
  2. ตัวอ่อนพัฒนาในตัวยุง ตัวอ่อนพยาธิจะเข้าไปเจริญเติบโตในตัวยุงจนกลายเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะพร้อมติดโรค
  3. ปล่อยเชื้อสู่สัตว์ตัวใหม่ เมื่อยุงตัวนั้นไปกัดและดูดเลือดสุนัขหรือแมวตัวอื่น ก็จะปล่อยตัวอ่อนระยะที่ 3 เข้าสู่ร่างกายของสัตว์
    4.เจริญเป็นตัวเต็มวัย ตัวอ่อนจะค่อย ๆ พัฒนาในร่างกายสัตว์จนกลายเป็นตัวเต็มวัย แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่ในหลอดเลือดปอดและหัวใจ พร้อมผสมพันธุ์และปล่อยตัวอ่อนรุ่นใหม่ออกสู่กระแสเลือดต่อไป
    ดังนั้น แม้สัตว์เลี้ยงจะไม่ได้ออกไปคลุกคลีกับสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ หากถูกยุงที่มีเชื้อกัด จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เจ้าของควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอย่างสม่ำเสมอ

สัญญาณเตือน “โรคพยาธิหนอนหัวใจ” ที่เจ้าของควรรู้

โรคพยาธิหนอนหัวใจอาจไม่แสดงอาการรุนแรงให้เห็นตั้งแต่แรก เจ้าของจึงควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจและความสามารถในการทำกิจกรรมที่ลดลงจากปกติ เพราะเมื่อโรคเริ่มส่งผลต่อหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด อาการอาจค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น

อาการที่ควรสังเกตในชีวิตประจำวัน

• ไอเรื้อรัง โดยไม่ได้มีอาการหวัดร่วมด้วย

• หายใจหอบ หรือมีอาการหายใจผิดปกติ

• เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย

อาการเหล่านี้อาจดูคล้ายความผิดปกติทั่วไปจนเจ้าของคาดไม่ถึงว่าเกี่ยวข้องกับโรคพยาธิหนอนหัวใจ แต่หากพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการต่อเนื่องหรือมีความเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมปกติ เจ้าของควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไป เพราะหากปล่อยให้โรคดำเนินไปจนส่งผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนเลือด อาจเกิดภาวะท้องมานได้ ซึ่งท้องจะผ่องหรือขยายผิดปกติ ภาวะนี้เกิดจากน้ำเลือดซึมเข้าไปในช่องท้อง เนื่องจากระบบหมุนเวียนเลือดทำงานล้มเหลว
ดังนั้น การสังเกตอาการของสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของสัตว์เลี้ยงอาจเป็นสัญญาณที่นำไปสู่โรคที่รุนแรงขึ้นหรืออาจเสียชีวิตได้

ความแตกต่างระหว่างโรคพยาธิหนอนหัวใจในสุนัข และในแมว

แม้ทั้งสุนัขและแมวสามารถติดโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ แต่ลักษณะการติดเชื้อและผลกระทบต่อร่างกายมีความแตกต่างกัน เนื่องจากความเหมาะสมของร่างกายสัตว์แต่ละชนิดต่อการเจริญเติบโตของพยาธิไม่เหมือนกัน

โรคพยาธิหนอนหัวใจในสุนัข

สุนัขถือเป็นเจ้าบ้านจำเพาะ (Definitive Host) ของพยาธิหนอนหัวใจ ทำให้พยาธิสามารถเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยและขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่าในแมว เมื่อมีพยาธิตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงปอดและหัวใจ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
อาการที่พบจึงมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจและระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจหอบ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ โดยในกรณีที่โรครุนแรง ระบบหมุนเวียนเลือดอาจล้มเหลวจนเกิดภาวะท้องมาน และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคพยาธิหนอนหัวใจในแมว

ในแมว พยาธิหนอนหัวใจจะเจริญเติบโตได้ยากกว่าและมักมีปริมาณพยาธิน้อยกว่าสุนัข แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่า เพราะหัวใจของแมวมีขนาดเล็ก แม้มีพยาธิจำนวนไม่มากก็สามารถส่งผลกระทบได้
นอกจากนี้ ในแมวมักพบการอักเสบที่ปอด และการตรวจเลือดเพื่อหาตัวอ่อนหรือ ไมโครฟิลาเรีย (Microfilaria) มักตรวจไม่พบ จึงอาจทำให้การวินิจฉัยยากกว่าสุนัข ในกรณีนี้ สัตวแพทย์อาจใช้ชุดตรวจแอนติเจน หรืออัลตราซาวนด์หัวใจ เพื่อช่วยตรวจหาการติดเชื้อและดูตัวพยาธิโดยตรง
ดังนั้น แม้สุนัขจะเป็นสัตว์ที่พยาธิหนอนหัวใจสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่า แต่เจ้าของแมวก็ไม่ควรมองข้ามโรคนี้ เพราะแม้จะมีพยาธิจำนวนน้อยก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ และการตรวจพบเชื้อในแมวอาจทำได้ยากกว่าอีกด้วย

แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาพยาธิหนอนหัวใจ

การสังเกตอาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า สุนัขหรือแมวกำลังเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจ เนื่องจากอาการอย่างไอ หายใจหอบ หรือเหนื่อยง่าย สามารถพบได้จากความผิดปกติอื่น ๆ ด้วย การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาเชื้อหรือพยาธิในร่างกาย

การวินิจฉัยโรคพยาธิหนอนหัวใจ

สัตวแพทย์สามารถใช้วิธีตรวจได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาตามลักษณะของสัตว์และความเหมาะสม ได้แก่

• การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาตัวอ่อนของพยาธิที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด

• การตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจน เป็นการตรวจหาชิ้นส่วนของพยาธิ โดยมีประโยชน์ในกรณีที่มีพยาธิเพศเดียวและจึงไม่มีตัวอ่อนหรือไมโครฟิลาเรียอยู่ในกระแสเลือด

• การอัลตราซาวนด์หัวใจ เพื่อช่วยตรวจดูตัวพยาธิโดยตรงในแมว การตรวจหาไมโครฟิลาเรียในเลือดมักไม่พบ จึงอาจต้องใช้การตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจนหรือการอัลตราซาวนด์หัวใจเข้ามาช่วยในการวินิจฉัย

การรักษาเมื่อพบการติดเชื้อ

สำหรับสุนัขที่ติดโรคพยาธิหนอนหัวใจ สามารถใช้ยาฉีดเพื่อฆ่าพยาธิตัวเต็มวัยได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาก็มีความเสี่ยง เนื่องจากเมื่อพยาธิตาย ซากพยาธิจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อาจไปอุดตันในเส้นเลือด ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดได้ ดังนั้น ระหว่างการรักษา สัตว์จึงจำเป็นต้องจำกัดการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ โรคพยาธิหนอนหัวใจจึงเป็นโรคที่ไม่ควรรอให้สัตว์เลี้ยงแสดงอาการรุนแรงก่อนจึงค่อยตรวจหรือรักษา เพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว การกำจัดพยาธิตัวเต็มวัยอาจมีความเสี่ยง การป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงติดเชื้อตั้งแต่แรกจึงเป็นแนวทางที่สำคัญที่สุด

วิธีป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจ

เนื่องจากยุงเป็นพาหะนำโรคพยาธิหนอนหัวใจ และแม้การถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ การป้องกันจึงเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงให้กับสัตว์เลี้ยง โดยสามารถทำได้ดังนี้

  1. รับยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจอย่างสม่ำเสมอ
    ปัจจุบันมีทั้งยาฉีดและยากินสำหรับใช้ป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจ โดยมีรูปแบบการป้องกันแตกต่างกัน ได้แก่
    • ยาฉีด ฉีดปีละ 1 ครั้ง สามารถป้องกันได้นาน 1 ปี
    • ยากิน ป้องกันแบบเดือนต่อเดือน และยาบางยี่ห้อสามารถป้องกันได้ทั้งเห็บ หมัด และพยาธิหนอนหัวใจ
    เจ้าของควรเลือกวิธีป้องกันให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงและใช้อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อให้การป้องกันมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในท้องตลาดยังมีผลิตภัณฑ์ยาประเภทหยดหลังด้วย ซึ่งอาจารย์สนธยาแนะว่า “เจ้าของควรระมัดระวังการเลือกใช้ยาหยดหลังบางชนิดที่อ้างว่าสามารถป้องกันยุงได้ เนื่องจากยุงในประเทศไทยมีภาวะดื้อยา ทำให้ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่ได้ผลในการป้องกันยุงในประเทศไทย”
  2. ลดโอกาสที่สัตว์เลี้ยงจะถูกยุงกัด
    นอกจากการใช้ยาแล้ว การจัดการสภาพแวดล้อมก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น เลี้ยงในบริเวณที่มีมุ้งลวด หรือเปิดพัดลมเพื่อช่วยไล่ยุง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ยุงจะเข้ามากัดสัตว์เลี้ยง

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

  1. โรคพยาธิหนอนหัวใจ ติดคนได้ไหม?
    ตอบ: ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในคนได้ แม้คนจะถูกยุงที่มีเชื้อกัดและได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย แต่เชื้อไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยในคนได้ และอาจหยุดอยู่เพียงระยะตัวอ่อน
  2. ยุงกัดตัวเดียวสามารถทำให้เป็นโรคได้ไหม?
    ตอบ: มีโอกาสเป็นไปได้ หากยุงตัวนั้นมีเชื้อมากพอ และภูมิคุ้มกันของสัตว์ไม่สามารถจัดการกับเชื้อได้ เพราะยุงเป็นพาหะนำโรคและสามารถนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายของสัตว์ผ่านการกัด
  3. ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจไหม?
    ตอบ: ควรตรวจเพื่อช่วยค้นหาการติดเชื้อ เพราะสัตว์เลี้ยงที่ติดโรคพยาธิหนอนหัวใจอาจยังไม่แสดงอาการให้เจ้าของสังเกตเห็นได้ชัดเจน การตรวจสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจเลือดหาไมโครฟิลาเรีย การตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจน หรือการอัลตราซาวนด์หัวใจ โดยสัตวแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละตัว

โรคพยาธิหนอนหัวใจ ป้องกันไว้ก่อน-ดีที่สุด

โรคพยาธิหนอนหัวใจสามารถส่งผลกระทบต่อหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดของสัตว์เลี้ยง และเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว การรักษาในสุนัขยังมีความเสี่ยงจากซากพยาธิที่อาจไปอุดตันในเส้นเลือด ดังนั้น เจ้าของจึงไม่ควรรอให้สัตว์เลี้ยงเริ่มแสดงอาการก่อนแล้วจึงค่อยหาทางรับมือ แต่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการใช้ยาป้องกันตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ และการลดโอกาสที่สัตว์เลี้ยงจะถูกยุงกัดในชีวิตประจำวัน

และที่สำคัญ โรคพยาธิหนอนหัวใจเป็นภัยเงียบที่เจ้าของอาจมองไม่เห็นจากภายนอก การที่สัตว์เลี้ยงยังดูแข็งแรงหรือไม่มีอาการผิดปกติ จึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะเพียงการถูกยุงที่มีเชื้อกัดก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อได้
“เห็บหมัดเรายังมองเห็นว่าให้กินยาแล้วหาย แต่พยาธิหัวใจเราไม่สามารถเห็นได้จากภายนอก เพราะฉะนั้น การป้องกันพยาธิหนอนหัวใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืมทำ” อ.สนธยา กล่าวทิ้งท้าย เพราะการป้องกันตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าการต้องรอรักษาเมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว

ที่มา: ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย