ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี
แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง
“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569
“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน
นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ
ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป
นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์
จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท
อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก
ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

