กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขานรับทิศทางขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองและยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เผย 5 อันดับจังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในไทย สะท้อนศักยภาพด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ GI และต่อยอดการพัฒนาในมิติต่างๆ อย่างครบวงจร ตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและชุมชน โดย GI คือกลไกสำคัญในการคุ้มครองชื่อสินค้า ป้องกันการแอบอ้างสิทธิหรือนำชื่อสินค้าไปใช้โดยมิชอบ ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ควบคู่กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว.
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI รวมทั้งสิ้น 269 รายการ(ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตร อาหาร หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 117,276 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้าอัตลักษณ์จากทุกภูมิภาค และศักยภาพของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมฯ จึงมุ่งผลักดันการขึ้นทะเบียน GI อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพและส่งเสริมด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนสินค้า GI พบว่า จังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ครองอันดับ 1 ด้วยจำนวน GI 12 รายการ ประกอบด้วย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมปักธงชัย ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ กาแฟวังน้ำเขียว กาแฟดงมะไฟ ไวน์เขาใหญ่ มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น (พื้นที่ผลิตครอบคลุมถึงอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา) สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้า GI ทั้งภาคเกษตร อาหาร หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถพัฒนาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 12 รายการของจังหวัดนครราชสีมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 12,148 ล้านบาท
อันดับที่ 2 จังหวัดเชียงราย มีสินค้า GI 9 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดนางแล กาแฟดอยช้าง ข้าวก่ำล้านนา ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และส้มโอเวียงแก่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในด้านสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 9 รายการของจังหวัดเชียงราย สร้างมูลค่ากว่า 316.31 ล้านบาท
อันดับที่ 3 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 8 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ มี GI ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง และมะแขว่นเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาหัตถศิลป์ล้านนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกับศักยภาพด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จนก่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่ารวม 3,134.61 ล้านบาท ในปี 2568 จังหวัดสกลนคร มี GI ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมากเม่าสกลนคร น้ำหมากเม่าสกลนคร เนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อครามสกลนคร รวมถึงนมวาริช สร้างมูลค่ารวม 201.11 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีทั้งสินค้า GI เกษตรและหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พริกบางช้าง สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่ารวม 8,539.86 ล้านบาทในปี 2568
อันดับที่ 4 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 7 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ มี GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ และทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากคุณลักษณะเด่นอันเกิดจากสภาพดินภูเขาไฟ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจน สร้างมูลค่ารวม 6,128.24 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดชุมพร มี GI ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในฐานะแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจและผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ทำให้สินค้าแต่ละชนิดมีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สร้างมูลค่ารวม 49,776.13 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี GI หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา มะพร้าวเกาะพะงัน เงาะโรงเรียนนาสาร ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย สร้างมูลค่ารวม 288.99 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของทรัพยากรทั้งทางทะเลและภาคการเกษตรของจังหวัด อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
และอันดับที่ 5 มี 4 จังหวัดที่มีสินค้า GI 6 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดนครพนม มีสินค้า GI ได้แก่ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม เนื้อโคขุนโพนยางคำ กกเหล่าพัฒนา และครกดินเผาบ้านกลาง สร้างมูลค่ารวม 181.63 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดเลย มี GI ผ้าฝ้ายเมืองเลย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย และข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย สร้างมูลค่ารวม 51.29 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดสมุทรสงคราม มี GI ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง เกลือสมุทรแม่กลอง และน้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ซึ่งเป็นสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สร้างมูลค่ารวม 1,232.83 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดยะลา มี GI กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง ไก่เบตงยะลา และปลานิลสายน้ำไหลเบตง สร้างมูลค่ารวม 3,197.05 ล้านบาทในปี 2568
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนสินค้า GI ของแต่ละจังหวัดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์การค้าและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้าน GI ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบ GI อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน
หรับสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ ได้มุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต การสร้างแบรนด์และเรื่องราวของสินค้า การเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยสู่การเป็นสินค้าพรีเมียม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้มากขึ้น ตอกย้ำคุณค่าของ GI ว่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคุ้มครองสินค้า แต่เป็นกลไกที่ช่วยรักษาและถ่ายทอด “คุณค่า เรื่องราว และภูมิปัญญา” ของชุมชนไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก

