ยกระดับการบริหารจัดการคาร์บอนครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ มุ่งสู่ Net Zero ปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 จากบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ประจำปี 2568 สะท้อนศักยภาพในการบริหารจัดการ การรายงาน และการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมขยายการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการคาร์บอนและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
นายเคียน ฮิน ลิม ผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงความตั้งใจขององค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของไทยประกันชีวิตในการส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิดการดูแลด้วยหัวใจ โดยบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งกำหนดโครงการและมาตรการในการดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ NDC (Nationally Determined Contribution) พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากร การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากระบวนการดำเนินงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาระบบการจัดเก็บและบริหารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2569 มีการขยายขอบเขตการจัดเก็บข้อมูล ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรให้ครอบคลุมสาขาทั่วประเทศ จากเดิมที่ทำการเก็บข้อมูลเฉพาะสำนักงานใหญ่และสาขาหลักเท่านั้น จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยประกันชีวิตในการยกระดับระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถติดตามและประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครอบคลุมมากขึ้น และช่วยกำหนดแนวทางการปรับปรุงและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุดในระยะยาว
ไทยประกันชีวิตได้ดำเนินโครงการและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร ด้วยการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน หรือ LED, การปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีศักยภาพเพื่อลดโลกร้อน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารในสาขาหลักและในสาขาที่มีศักยภาพ รวมถึงการซื้อไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff 1 (UGT1) ควบคู่กับการพัฒนา แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อให้บริการในรูปแบบ e-Service ให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งสามารถช่วยลดกระดาษและลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและการคัดแยกขยะภายในองค์กร ผ่านโครงการ Swap Shop Market กิจกรรมแลกเปลี่ยนและส่งต่อสิ่งของอย่างรู้คุณค่า เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีหรือนำไปรีไซเคิลให้เป็นประโยชน์ รวมถึงการดำเนินโครงการมอบผ้าห่มรักษ์โลกให้ผู้ประสบภัยหนาว ผ่านโครงการ “Upcycling ทิ้งได้บุญ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Care the Whale “ขยะล่องหน” ที่มุ่งส่งเสริมการคัดแยกและรีไซเคิลขวดพลาสติกอย่างถูกวิธี โดยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.42 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่อายุ 10 ปี ถึง 823 ต้น
ไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งต่อคุณค่าแห่งความยั่งยืนให้กับสังคมและคนรุ่นต่อไปอย่างมั่นคง
