ส.ช.น. ร่วมกับ ไทยพีบีเอส จัดอบรมเข้ม “ติดอาวุธทางกฎหมาย” ยกระดับทนายความอาสาทั่วประเทศ ตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็น “วัคซีน” ให้สังคม

สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ร่วมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ(ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส จัดโครงการฝึกอบรมวิชาการทางกฎหมายแก่ทนายความอาสา ภายใต้หัวข้อ “ติดอาวุธทางกฎหมาย ให้ทนายความอาสา ส.ช.น.” ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารสถานศึกษาและฝึกอบรม เนติบัณฑิตยสภา เพื่อเสริมองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้ทนายความอาสาในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ของไทยพีบีเอส เพื่อเปิดพื้นที่ความรู้ด้านกฎหมายสู่สาธารณะในวงกว้าง โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา เป็นประธานเปิดงาน โดยมีทนายความอาสาและนักศึกษาผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเข้าร่วมอบรมจำนวน 155 คน
ภายในงานมีการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายหัวข้อ ทั้งด้านหลักนิติธรรม จริยธรรมวิชาชีพ การดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์ตามกฎหมาย ปปง. ตลอดจนกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศออนไลน์ เพื่อให้ทนายความอาสาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางกานดา จำปาทิพย์ อนุกรรมการบริหาร ส.ช.น. และบรรณาธิการอาวุโสรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการทำงานด้านข่าวร้องทุกข์และการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “ติดอาวุธทางกฎหมาย สู้ภัยไซเบอร์” ว่า อาชญากรไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพียงเทคโนโลยี แต่ใช้ AI และข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือ เจาะจุดอ่อนของมนุษย์ ทั้งความโลภ ความไว้ใจ ความเหงา และการสร้างสถานการณ์กดดันให้เหยื่อตัดสินใจอย่างเร่งรีบ โดยเมื่อเหยื่อโอนเงิน เงินมักถูกกระจายและโอนออกนอกประเทศอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ทำให้การติดตามทรัพย์สินทำได้ยาก อยากเน้นย้ำ “กฎเหล็ก 72 ชั่วโมง” สำหรับผู้เสียหายจากภัยไซเบอร์ ว่าต้องรีบหยุดโอนเงิน เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบ และรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชี ก่อนแจ้งความออนไลน์และประสานทนายความโดยเร็วที่สุด เพราะ “เวลาคือศัตรูของเหยื่อ และเป็นอาวุธของมิจฉาชีพ” อีกประเด็นสำคัญคือปัญหา บัญชีม้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ หากสามารถตัดวงจรบัญชีม้าได้ ก็จะช่วยสกัดเส้นทางการเงินและลดการสูญเสียของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ แม้จะมีกฎหมายรองรับ ทั้งจากการ “ไม่รู้ ไม่ทัน ไม่กล้า และเข้าไม่ถึง” กระบวนการช่วยเหลือทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างสื่อมวลชนและเครือข่ายทนายความอาสา
นางกานดา กล่าวว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการเป็น “วัคซีน” ให้สังคม ด้วยการเตือนภัย สร้างความรู้ และสะท้อนปัญหาเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไข ขณะที่ทนายความอาสาเปรียบเสมือน “เกราะป้องกันทางกฎหมาย” ที่ช่วยเหลือผู้เสียหายให้เข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม หากทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับภัยไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น การจัดอบรมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างเนติบัณฑิตยสภาและไทยพีบีเอส ในการขยายองค์ความรู้ทางกฎหมายสู่สังคม พร้อมยกระดับศักยภาพทนายความอาสาให้สามารถรับมือกับปัญหาใหม่ในยุคดิจิทัล และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมตามภารกิจหลักแล้ว ส.ช.น. ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบวิชาชีพและนักศึกษา แต่ยังเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยไทยพีบีเอส ได้ถ่ายทอดสด (LIVE) ตลอดการจัดงาน ผ่านช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์ม Facebook และ YouTube เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ทางกฎหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ชมคลิปอบรม “ติดอาวุธทางกฎหมาย ให้ทนายความอาสา ส.ช.น.” ได้ทางช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์ม Facebook และ YouTube ของ ไทยพีบีเอส และรายการสถานีประชาชน

