สภาดิจิทัลฯ ผนึก สวทช. และ AIT ลงนาม MOU ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ชู ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ พร้อมกางโรดแมปปี 69 ปั้นบุคลากร AI 1,000 ราย และนำร่องแก้วิกฤตน้

 สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพด้าน Data & AI และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เพื่อวางรากฐานความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ ผ่านการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงานในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้รับเกียรติจาก ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ Professor Pai-Chi Li อธิการบดี AIT เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นางเขมนรินทร์ รัตนาอัมพวัลย์ รองประธานสภาดิจิทัลฯ ดร.ชัย วุฒิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ Prof. Siddharth K. Jabade รองอธิการบดี AIT ณ Grand Hall ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (เวสต์)

ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า การลงนามในวันนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของสภาดิจิทัลฯ ในการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling/Reskilling) และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

“สภาดิจิทัลฯ ต้องการลดช่องว่างด้านทักษะ และทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกธุรกิจค่ะ โดยสภาดิจิทัลฯ มีแผนผลักดันผ่าน Digital Skill Roadmap โดยร่วมกับพันธมิตรพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการใช้งานจริง (Practical AI) ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” ม.ร.ว. นงคราญ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงแค่ปริมาณการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้าง ปรับใช้ และกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความเป็นเลิศด้านการวิจัยให้กลายเป็นผลกระทบที่จับต้องได้ในสังคม  โดย สวทช. มุ่งเน้นการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและจัดการระบบ AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมและความต้องการของชาติในระยะยาว

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงทุนสร้างรากฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์อย่าง AI for Thai และ ปทุมมา (Pathumma) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) สำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการจัดตั้งมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเรากำลังสร้างเส้นทางลัดที่เชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว

ขณะที่ Professor Pai-Chi Li อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เปิดเผยว่า AIT พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผ่าน AIT AI Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากลมาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยมุ่งหวังให้การพัฒนา AI ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง

“AIT ให้ความสำคัญกับ AI ในการเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทำให้เมืองปลอดภัย มีความยืดหยุ่น รวมถึงการใช้ AI และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงในเขตเมือง ซึ่งมีเป้าหมาย คือการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว” Professor Pai-Chi Li กล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน ผ่านโครงการยกระดับทักษะ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพภาคประชาชน (AI Users) จำนวน 700 คน และนักพัฒนา (AI Developers) จำนวน 300 คน โดยจะจัดการอบรมแบบเข้มข้นทั้งในรูปแบบ Hybrid และ On-site ทั้งนี้จะนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ค้าปลีก (Retail), สุขภาพ (Health) และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเชิงพื้นที่ที่สำคัญคือการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ และเกษตรอาหาร ผ่านกิจกรรม Innovation Matching เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไปจนถึงการเตรียมสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลทักษะและผลงานวิจัย ตลอดจนผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อต่อยอดระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน 

ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสธุรกิจไทยยุค AI” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) คุณสุทธิพงษ์ คุรุหงษา จาก Digital Dialogue คุณเอกราช ปัญจวีณิน จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณทนงเกียรติ สุขวัฒน์ จาก โกซอฟท์ และ ดร.อธิป อัศวานันท์ จากสภาดิจิทัลฯ  มาร่วมฉายภาพทิศทางนโยบาย การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและการพัฒนากำลังคน

นอกจากนี้ ยังมีการเจาะลึกด้านการนำ AI มาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมี ศ. ดร. มงคล เอกปัญญาพงศ์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) คุณพลอยรวี เกริกพันธ์กุล จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มาร่วมนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยคุกคามสำหรับเด็กและกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ที่มา: สวทช.