เมื่อบทกวีมาในรูปแบบเสียงที่คุณเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์…

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ร่วมกับ จอร์โน โพเอทรี ซิสเตมส์ (Giorno Poetry Systems) ชวนคุณมาค้นพบประสบการณ์ใหม่ใน “Dial-A-Poem Thailand” นิทรรศการที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ ภาษา และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลงานเสียงจาก 35 ศิลปินไทย รวม 44 ผลงาน พร้อมเปิดให้โทร “สุ่มฟัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งที่ บางกอก คุนส์ฮาเลอ, เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ และผ่านหมายเลขโทรศัพท์ของนิทรรศการ
บทกวีที่อยู่ปลายสาย
Dial-A-Poem Thailand ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ มาร์ค เจียรวนนท์ นำเสนอผลงานจากศิลปินหลากหลายสาขา ตั้งแต่นักเขียน กวี ศิลปินทัศนศิลป์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ไปจนถึงแร็ปเปอร์และพระภิกษุ แต่ละผลงานสะท้อนแนวคิดและวิธีการที่แตกต่างกัน
เมื่อต่อสายเข้าไป ระบบจะสุ่มบทกวีขึ้นมาให้ฟังโดยอัตโนมัติ ทำให้การโทรแต่ละครั้งกลายเป็น “การสื่อสารส่วนตัว” ระหว่างศิลปินและผู้ฟัง บทกวีในนิทรรศการนี้จึงเปรียบเสมือนงานศิลปะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะของการรับฟัง และจะดำรงอยู่ได้ด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ฟังที่ปลายสายเท่านั้น
จากนิวยอร์ก 1968 สู่กรุงเทพฯ 2026
นิทรรศการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Dial-A-Poem ที่ริเริ่มในปี ค.ศ. 1968 โดย จอห์น จอร์โน (John Giorno) กวีและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง เขาใช้โทรศัพท์เป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของศิลปินหัวก้าวหน้าที่พยายามขยายขอบเขตของศิลปะและการแสดงออก
ผู้เข้าร่วมในนิทรรศการต้นฉบับมีทั้งกวี นักดนตรี และนักเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg), จอห์น เคจ (John Cage) และ แพตตี สมิธ (Patti Smith) ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดใหม่ในยุคสมัยของตน
Dial-A-Poem Thailand ยังคงสืบทอดจิตวิญญาณขบถของนิทรรศการต้นฉบับไว้ ได้เปิดพื้นที่ให้กวีนิพนธ์กลายเป็นสนามของการทดลอง การตั้งคำถาม และการขยายความหมายในบริบทของศตวรรษที่ 21 พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยที่ปรับเปลี่ยนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ขยายขอบเขตและท้าทายกวีนิพนธ์
Dial-A-Poem Thailand เปิดพื้นที่ให้ทดลองและตั้งคำถามกับความหมายของ “บทกวี” ผ่านวิธีการที่หลากหลาย
เหล่ากวีผู้บุกเบิกแนวคิดสมัยใหม่ เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, จ่าง แซ่ตั้ง และ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ได้นำรูปแบบและวิธีคิดใหม่ ๆ เข้ามาสู่บทกวีไทย ผสานจินตภาพเข้ากับการสะท้อนสังคม เพื่อขยายขอบเขตของกวีนิพนธ์ในบริบทของแต่ละยุคสมัย
ผลงานของ ภาริณดา วานิชวัฒน์ อยู่ในรูปของข้อความเสียงส่วนตัวถึงเพื่อน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างบทกวีกับการสื่อสารในชีวิตประจำวันพร่าเลือนลง
ด้าน แพม วิรดา นำเสนอ “บทกวีดนตรี” ที่เกิดจากกระบวนการสุ่ม โดยนำภาพถ่ายฟองสบู่มาซ้อนทับกับโน้ตเพลง เพื่อสร้างท่วงทำนองที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนถ่ายทอดผ่านเสียงเปียโน และให้ท่วงทำนองทำหน้าที่เป็นภาษาในตัวเอง
ธนภัทร โอกาสเลิศ ใช้เทคโนโลยีแปลงข้อความเป็นเสียง (text-to-speech) ถ่ายทอดคำสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อท้าทายทั้งแนวคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและขอบเขตของภาษากวี
ขณะที่ผู้กำกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ นำผลการค้นหาบน YouTube ในหัวข้อ “คำแนะนำชีวิตสำหรับคนไทย” มาอ่านออกเสียง ด้วยชื่อเรื่องที่เศร้าหมองและจังหวะการทวนซ้ำ สะท้อนพฤติกรรมไถหน้าจอเนื้อหาหม่นของผู้คนยุคดิจิทัล พร้อมตีความบทกวีใหม่ในบริบทปัจจุบัน
ความหลากหลายของเสียงและอัตลักษณ์ไทย
งานในนิทรรศการนี้เต็มไปด้วยการทดลองที่ท้าทายขนบเดิม และแก่นสำคัญที่ปรากฏชัดคือ “ความเป็นไทย” ผ่านภูมิทัศน์ของเสียงที่หลากหลาย การคัดเลือกผลงานมานำเสนอจึงเปรียบเสมือนการถักทอ “ผืนผ้าแห่งเสียง” ครอบคลุมทั้งช่วงวัย พื้นที่ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนถึงความลึกซึ้งและพหุวัฒนธรรมของไทย
นิยามของบทกวีในที่นี้ถูกเปิดกว้างให้ครอบคลุม “เสียง” ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากชีวิตประจำวันหรือบริบททางวัฒนธรรม เช่น ชุติญา ฉายศักดาคุณากร ที่นำเสนอเสียงประกาศผ่านลำโพงของรถขายไข่ในเยาวราช เสียงที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันซึ่งกลายมาเป็น “บทกวีเชิงพาณิชย์” ซึ่งใช้การได้จริงและมีจังหวะทำนองในตัว
ศิลปินอย่าง จิตติ เกษมกิจวัฒนา, ธนัช ธีระดากร และ บู้ซือ อาจอ นำเสนอผลงานในภาษาล้านนา อีสาน และอาข่า สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นไทยไม่อาจถูกจำกัดอยู่ในกรอบทางภาษา หรือกรอบทางวัฒนธรรมเพียงแบบใดแบบหนึ่ง
ด้าน เจษฎา จันทร์แย้ม นำฉันทลักษณ์กวีไทยแบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและเควียร์ ขณะที่ สมิงขาว ผู้พากย์มวยไทย ใช้น้ำเสียง จังหวะ และลีลาเฉพาะตัว ยกระดับการพากย์ให้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกเชิงกวีในรูปของเสียง
รวมถึงบทสวดของ พระประชัน กิตฺติธโร ถูกนำเสนอในฐานะเสียงแห่งพิธีกรรม สะท้อนความเชื่อและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นว่า “ความเป็นไทย” ไม่เคยเป็นสภาวะที่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นกระบวนการที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับบทกวี ซึ่งมิได้หยุดนิ่งอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากยังคงแปรผัน พยายามท้าทาย ขยายขอบเขตของตัวเองอยู่เสมอ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ฟังกวีนิพนธ์ผ่านโทรศัพท์
Dial-A-Poem Thailand จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมงานเปิดนิทรรศการในวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ
ผู้สนใจสามารถเข้าถึงผลงานได้ผ่าน 2 ช่องทาง:
Call In: โทรไปยังหมายเลข 097-531-0708 เพื่อ “สุ่มฟัง” บทกวีจากทุกที่
On-Site Experience: เยี่ยมชมและใช้งานโทรศัพท์ที่ติดตั้ง ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ และ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์
ทุกครั้งที่ต่อสาย คือการเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่ เสียงหนึ่งที่คุณไม่อาจคาดเดา และการสื่อสารที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะระหว่างคุณกับศิลปิน
ระบบพร้อมสุ่มเสียงบทกวีให้คุณแล้ว… เพียงยกหูโทรศัพท์

