กทม. เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลในสังกัด-ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวกรณีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) หลังพบการระบาดในประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ว่า สนพ. ร่วมกับสำนักอนามัย (สนอ.) ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลจากพื้นที่เสี่ยงในต่างประเทศ อาทิ รัฐเกรละ ประเทศอินเดีย เพื่อนำมาวางมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ กทม. ได้เตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในสังกัด กทม. ทุกแห่ง โดยจัดเตรียมห้องแยกโรคความดันลบ (Negative Pressure Room) และดำเนินมาตรการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลขั้นสูงสุด เพื่อรองรับกรณีพบผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย พร้อมกำหนดให้รายงานผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สงสัย (PUI) โดยด่วน เพื่อดำเนินการสอบสวนโรค กักตัว และส่งตรวจเชื้อเข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัย โดยเตรียมความพร้อมร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการในการตรวจสารคัดหลั่งด้วยวิธี RT-PCR รวมถึงการตรวจเลือด เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน สนพ. ได้เพิ่มความเข้มข้นมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่น และย่านพักอาศัยที่มีชาวต่างชาติจากประเทศที่มีการระบาด อาทิ ประเทศอินเดีย พำนักอยู่เป็นจำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 45 วัน และมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ หรือมีอาการทางระบบประสาท พร้อมแนะนำสถานประกอบการโรงแรมและที่พักสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้เข้าพัก หากพบผู้ที่มีอาการเข้าข่ายตามเกณฑ์ เช่น ไข้สูง ซึม สับสน หรือหายใจลำบาก ให้รีบประสานส่งต่อสถานพยาบาลทันที หากประชาชนมีข้อสงสัย หรือมีอาการเจ็บป่วย สามารถพบแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว หรือสามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพผ่านสายด่วนสุขภาพ สำนักการแพทย์ โทร. HOTLINE 1646 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ สนพ. ได้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่มีความรุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–75 ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน หรือยาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับแนวทางป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์และสิ่งแวดล้อม ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวกินผลไม้ สุกร หรือสัตว์ที่ป่วย รักษาสุขอนามัยด้านอาหาร ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดของสัตว์ และงดดื่มน้ำจากช่อดอกไม้สด เช่น น้ำมะพร้าว หรือน้ำอินทผลัม ที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ส่วนการป้องกันการติดเชื้อจากคนสู่คน ได้เน้นย้ำมาตรการ “สวมหน้ากาก ล้างมือ” โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด หรือเมื่อดูแลผู้ป่วย เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อผ่านฝอยละอองน้ำลายและสารคัดหลั่งในร่างกาย รวมถึงงดใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีประวัติสัมผัสโรค ขอให้เฝ้าสังเกตอาการตนเองอย่างน้อย 21 วัน

ที่มา: กรุงเทพมหานคร