สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขอรับความเห็นชอบ เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง และสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2569
ตามที่ ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง โดยมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้ทบทวนนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขอรับความเห็นชอบ เพื่อให้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มีความสอดคล้องกัน รวมทั้งครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง และส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดำรงไว้ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ
ก.ล.ต. จึงออกหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง* โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) กำหนดให้นิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(2) กำหนดให้การพิจารณาการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่นับรวมถึงคู่สมรส รวมทั้งผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตลอดจนกรณีที่มีพฤติกรรมการมีเจตนาร่วมกันในการใช้สิทธิออกเสียงไปในทางเดียวกัน หรือการให้บุคคลอื่นใช้สิทธิออกเสียงของตน (acting in concert)
(3) กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทบทวนสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ และยื่นขอความเห็นชอบผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ใหม่ แต่ยังไม่เคยได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์เดิมมาก่อนต่อ ก.ล.ต. ภายใน 180 วันนับจากวันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ
นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกัน ก.ล.ต. ยังได้กำหนดแนวทางการพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ได้แก่ การพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นทางอ้อมแบบเฉลี่ยตามสัดส่วน (pro-rata method) การพิจารณาผู้ให้เงินทุนสำคัญของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้นและลดความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจจากการถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินหรือถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนที่มีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
