MALEE เปิดผลงาน Q1/69 รายได้ 1,822.2 ลบ. เติบโต 0.1% โชว์ธุรกิจรับจ้างผลิตและแบรนด์ฟอร์มเด่น ‘Malee COCO Matcha’ ดันยอดขาย

ปักหมุดแผนเชิงรุกพร้อมรับมือความท้าทาย มั่นใจปี 2569 รายได้พุ่งแตะ 9-12% ตามแผน

‘บมจ. มาลี กรุ๊ป’ หรือ MALEE โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 ทำรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,822.2 ล้านบาท เติบโต 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) ขับเคลื่อนรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจสินค้าแบรนด์โชว์ฟอร์มเด่น ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว Malee COCO โตแรง Malee COCO Matcha ขยายฐานลูกค้าใหม่หนุนยอดขายพุ่ง ปักหมุดไตรมาส 2 เตรียมแผนเชิงรุก ปรับพอร์ตโฟลิโอรับเทรนด์ Well-being เร่งปั้นสินค้าแบรนด์กลุ่มอัตรากำไรสูง ขยายช่องทางออนไลน์ Food Service มุ่งบริหารต้นทุนเชิงรุก บุกตลาดจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มั่นใจบรรลุเป้าหมายปีนี้รายได้โต 9–12%

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 (มกราคม-มีนาคม) ทำรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,822.2ล้านบาท เติบโต 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและจุดเริ่มต้นการฟื้นตัวที่ดี ส่วนกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯอยู่ที่ 20.1 ล้านบาท ชะลอตัว โดยธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) เป็นกลุ่มที่สร้างการเติบโตโดดเด่น จากการที่มีลูกค้ารายหลักได้ต่อสัญญาการผลิตในช่วงปลายปีก่อน ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์นมมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นจากคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ตอกย้ำความเชื่อมั่นของพันธมิตรทางธุรกิจที่มีต่อศักยภาพการผลิตและคุณภาพมาตรฐานของบริษัทฯ

ส่วนธุรกิจสินค้าแบรนด์ภายใต้ตราบริษัท (Brand Business) สร้างรายได้สัดส่วน 33% โดยการเติบโตมาจากผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำผลไม้ โดยเฉพาะยอดขายของผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว “Malee COCO” ที่เติบโตโดดเด่น ขับเคลื่อนให้ Malee เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในกลุ่มน้ำผลไม้พรีเมียมพร้อมดื่มในรอบ 12 เดือน (เมษายน 2568 – มีนาคม 2569) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 23% หรือคิดเป็นมูลค่า 4,529 ล้านบาท (ข้อมูล: Nielsen) นอกจากนี้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ Malee COCO Matcha ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจำนวนมากและสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญการเข้าสู่หมวดสินค้าใหม่ (New Category Entry) โดยเฉพาะในกลุ่มชาที่บริษัทฯ ยังไม่ได้เข้าไปแข่งขันในตลาด ทำให้บริษัทฯ วางแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ในไตรมาส 3 ของปีนี้เพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ วางกลยุทธ์มุ่งไปตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยในไตรมาสที่ผ่านมาได้ผนึกกำลังกับดิสทริบิวเตอร์พาร์ทเนอร์รายใหม่ในประเทศจีน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลากหลายมิติ ทั้งจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลต่อรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์นมลดลง ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์กระทบต่อวัตถุดิบบางรายการปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์และพลังงาน อีกทั้งการมุ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและส่วนลดการค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายและลงทุนในการตลาดสร้างการรับรู้ในแบรนด์สอดรับสถานการณ์การแข่งขันของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นงวด Q1/2569 ชะลอตัว 16.5% ลดลง 4% จากปีก่อน (YoY)

สำหรับแผนธุรกิจ 9 เดือนข้างหน้า บริษัทฯ ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) รับมือกับความท้าทายหลากหลาย เดินหน้าปรับพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับเทรนด์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ซึ่งเป็นกระแสที่เติบโตทั่วโลก เร่งสร้างยอดขายของสินค้าแบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง เพื่อยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นในภาพรวม ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์และ Food Service ภายในประเทศ รวมถึงการขยายช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว Malee COCO ทั้งในและต่างประเทศ มุ่งบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Operational Excellence) ทั้งในส่วนของวัตถุดิบและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาและการตลาดและการค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถทำกำไรอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรการเชิงรุกและการบริหารจัดการที่รอบด้าน

นายเอกรินทร์ กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ผ่านบริหารจัดการพอร์ตสินค้าที่ทำอัตรากำไรสูง (High Margin) การทำแคมเปญการตลาดที่วางไว้อย่างแข็งแกร่งรวมทั้งการมุ่งขยายช่องทางจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศและการขยายตัวในตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆล่วงหน้าเพื่อล็อกราคาไว้ที่เท่าเดิม และดำเนินการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงบรรลุเป้าหมายการเติบโต 9–12% ตามแผนที่วางไว้ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Global Wellbeing Company ในปี 2571

“ท่ามกลางความท้าทายสถานการณ์ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายภูมิภาค บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินผลกระทบใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และห่วงโซ่อุปทาน โดยได้ทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาเสถียรภาพของวัตถุดิบ และมุ่งการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจากการใช้พลังงานอื่นทดแทน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงการส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ ด้วยมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทฯ รับมือกับความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง” นายเอกรินทร์ กล่าว

ขณะที่ทิศทางตลาดเครื่องดื่มน้ำผักและน้ำผลไม้ น้ำมะพร้าวไตรมาส 2/2569 ถือเป็นช่วงไฮซีซัน คาดการณ์ว่ากลุ่มน้ำผลไม้และน้ำมะพร้าวจะเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะน้ำผลไม้พรีเมียมพร้อมดื่มที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดรับกับเทรนด์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ทิศทางดังกล่าวสะท้อนได้จากภาพรวมตลาดน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มภายในประเทศ ในรอบระยะเวลา 12 เดือน (เมษายน 2568 – มีนาคม 2569) อยู่ที่ 12,116 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กลุ่มน้ำผลไม้พรีเมียมพร้อมดื่ม ยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วน 37% ของตลาดรวม คิดเป็นมูลค่า 4,529 ล้านบาท เติบโต 18% จาก 3,827 ล้านบาทในปีก่อน สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำตลาด

ล่าสุด MALEE เตรียมนำทัพสินค้านวัตกรรมใหม่บุกงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 มหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย โชว์ศักยภาพผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของไทยที่จะก้าวสู่ Global Wellbeing Company โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มุ่งสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดช่วงอายุที่ยืนยาว ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา: เอ็ม ที มัลติมีเดีย

Symbol: MALEE