ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลากำลังสะท้อนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความเสี่ยงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ฮั่วเซ่งเฮงมองการที่ราคาทองคำยืนเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือสัญญาณของการตั้งรับความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่านจาก ‘สงครามการค้า’ ไปสู่ ‘สงครามภูมิรัฐศาสตร์’ ซึ่งผลักดันให้ทองคำกลับมามีบทบาทเป็นที่หลบภัยของระบบการเงินโลกอีกครั้ง

ราคาทองคำโลกในช่วงต้นปี 2026 กลับมายืนเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกรณีความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลา ซึ่งกำลังเปลี่ยนสมดุลความเสี่ยงของโลก และส่งแรงสะเทือนโดยตรงมาถึงตลาดสินทรัพย์ปลอดภัย
ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่าการปรับขึ้นของราคาทองคำรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียง ‘ปฏิกิริยาตอบสนองต่อข่าว’ แบบระยะสั้นเหมือนในอดีต แต่สะท้อนว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังประเมินความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างจริงจัง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสงครามการค้า ไปสู่สงครามภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน ส่งผลให้ทองคำกลับมามีบทบาทในฐานะสินทรัพย์เชิงโครงสร้างอีกครั้ง
เวเนซุเอลา จุดปะทุใหม่ของความเสี่ยงโลก
รายงานขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ในปี 2024 พบว่า เวเนซุเอลาครองแชมป์ประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ซึ่งมากถึง 303 พันล้านบาร์เรล คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19.4% ของน้ำมันดิบสำรองทั่วโลก แต่กลับผลิตจริงน้อยกว่า 1% ของปริมาณการผลิตน้ำมันต่อวันของทั้งโลก เพราะปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง โดยล่าสุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณถึงการเข้าไปมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านการบริหารประเทศ พร้อมเปิดทางให้บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันมีส่วนร่วมกับแผนดำเนินการในอนาคต แม้ว่าต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และอาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี เพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมาอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา แม้สหรัฐฯ จะมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า การกระทำดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากกลับมองว่านี่เป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจมากกว่าประเด็นภายในประเทศ ยิ่งเมื่อพันธมิตรของเวเนซุเอลาอย่างจีน รัสเซีย และคิวบา แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน ภาพของความขัดแย้งจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลาตินอเมริกา แต่ขยายเป็นแรงกดดันเชิงระบบในเวทีโลก สร้างผลกระทบด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ‘ทันที’ และกลายเป็นความเสี่ยงที่ตลาดต้องตั้งราคาในปัจจุบัน
จากลาตินอเมริกา ถึงอาร์กติก โลกกำลังเปราะบางพร้อมกัน
ภาพความตึงเครียดไม่ได้เกิดขึ้นเป็นจุด ๆ แต่กำลังกระจายไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอื่น ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นกรณีถ้อยแถลงของทรัมป์ เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในยุโรป และสะท้อนการแข่งขันด้านความมั่นคง ทรัพยากร และเส้นทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ว่าสิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญขณะนี้ คือโลกที่มีความเสี่ยงหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งพลังงาน การเมือง ความมั่นคง และระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้เอื้อให้ทองคำกลับมาเป็นที่พักเงินของนักลงทุนทั่วโลก
เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ – ธนาคารกลางยังสะสมทอง
ในเชิงกลไกตลาด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังแปรเปลี่ยนเป็นกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ทองคำอย่างเป็นระบบ นักลงทุนสถาบันเริ่มกลับมาเพิ่มสัดส่วนการถือครองผ่านกองทุน ETF ทองคำ ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์และสินทรัพย์ที่ผูกกับอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่อผสานกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนด้านสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก ทองคำจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป
ทองคำเหนือ 4,400 ดอลลาร์ ตลาดกำลัง ‘ตั้งราคาความเสี่ยง’
ฮั่วเซ่งเฮง มองว่าการที่ราคาทองคำสามารถยืนเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ได้ เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังตั้งราคาความเสี่ยงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน หรือเสถียรภาพของระบบการเงินโลก แม้ในระยะสั้น ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์หรือภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวเป็นช่วง ๆ แต่ในภาพรวม ทองคำกำลังกลับมามีบทบาทเป็น ‘ที่หลบภัยของระบบ’ มากกว่าสินทรัพย์เก็งกำไรตามข่าว
“ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทองคำไม่ใช่แค่โลหะมีค่า แต่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของระเบียบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนไป”
