HKD.com ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลฮ่องกง เตรียมรุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

“HKD.com ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลฮ่องกง” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง เตรียมรุกขยายการดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกำหนดเป้าหมายแรกเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ปัจจุบันกำลังเตรียมยื่นจดทะเบียนในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนสอดคล้องตามกฎหมายของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ กำลังพิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงการซื้อกิจการบางส่วนของบริษัทจดทะเบียนหลักทรัพย์ในไทยเพื่อเร่งรัดให้ขั้นตอนการดำเนินงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดย HKD.com วางแผนก่อตั้งศูนย์บริการแฟล็กชิปในทำเลธุรกิจหลักใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อมอบบริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอประสบการณ์การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และดำเนินงานอย่างมืออาชีพให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

HKD.com วางแผนขยายธุรกิจในไทย

Hong Kong Digital Asset Exchange (HKD.com) คือแพลตฟอร์มเพื่อการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระดับสากลซึ่งมีฐานการดำเนินงานในฮ่องกง มุ่งมั่นพัฒนาให้สกุลเงินดิจิทัลกลายเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ในเชิงรูปธรรมและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งนอกจากเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง HKD.com ยังก่อตั้งศูนย์บริการพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. เพื่อมอบบริการซื้อขายเงินดิจิทัลในย่านการค้าหลักของฮ่องกง ทำให้บริษัทฯ เป็นหนึ่งในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของฮ่องกงและมีบริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง (Over The Counter (OTC) Services) สำหรับผู้บริโภค

HKD.com ทุ่มเททำงานในการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมนานาประเทศ เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ต่อบริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ HKD.com ได้ก่อตั้งศูนย์การดำเนินงานทั้งในดูไบและยุโรปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และปัจจุบันกำลังเตรียมรุกขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำหนดเปิดสาขา HKD.com ขึ้นในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้ถือครองใบอนุญาตการดำเนินงานข้ามชาติหลายฉบับ ทั้ง Hong Kong TCSP, US and Canadian MSB, Australian Austrac Licenses, Estonian Digital Currency Exchange and Wallet Licenses และอีกมากมาย HKD.com ยังวางแผนขอจดทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย และในการเร่งรัดกระบวนการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น HKD.com ยังมีแผนซื้อกิจการบางส่วนของศูนย์ซื้อขายที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ความคาดหวังในการสร้างและยกระดับนิเวศระบบสินทรัพย์ดิจิทัลของเมืองไทย

HKD.com มุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนานิเวศระบบของสินทรัพย์ดิจิทัลของฮ่องกง ซึ่งนอกจากการยกระดับประสิทธิภาพระบบการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ยังรุกขยายฐานการดำเนินธุรกิจไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการที่บริษัทฯ มีบริการซื้อขายเงินดิจิทัลทั้งในและนอกตลาด, การนำเสนอแพลตฟอร์มซื้อขายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อขาย Bitcoin Ether และสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมอย่าง Dogecoin และ Solana, บริการแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT, เครือข่าย ATMสำหรับสกุลเงินดิจิทัล, ระบบจุดบริการ POS, ผลิตภัณฑ์อัตราดอกเบี้ยสูง และบริการจำนองเงิน Bitcoin ในรูปแบบต่าง ๆ

สิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ มีความครอบคลุมและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่น ทำให้คาดการณ์ว่า หลังจากก่อตั้งสาขาที่กรุงเทพฯ ในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว HKD.com จะสามารถนำเสนอเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลที่ล้ำสมัยสู่เมืองไทยและยกระดับนิเวศระบบสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปี่ยมศักยภาพมหาศาล

ในฐานะบริษัทด้านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในฮ่องกง HKD.com จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเงินและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งบริษัทฯ มักถูกรับเชิญให้เป็นผู้จัดงานสัมมนาตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ ศูนย์บริการแฟล็กชิปยังมีห้องบรรยายความรู้ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งมีการจัดบรรยายฟรีสำหรับสาธารณชนอยู่เสมอ HKD.com ยังมีการจัดบูธในงานแสดงสินค้าครั้งสำคัญระดับสากลอยู่บ่อยๆ ทั้งยังจัดทำแคมเปญโปรโมตทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทุกแห่งในฮ่องกง และด้วยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ HKD.com ถูกสัมภาษณ์และนำเสนอข่าวโดยสื่อมวลชนรายใหญ่ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม บริษัทฯ วางแผนรุกตลาดไทยด้วยความเชื่อมั่นว่าจะเป็นก้าวย่างสำคัญในการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก โดย HKD.com เชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ บริษัทฯ จะกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสกุลเงินคริปโตของโลก

 

ที่มา: มิดัส คอมมิวนิเคชั่น อินเตอร์เนชั่นเนล