แนะเช็ก 7 จุดสำคัญ ก่อนทำความสะอาด – ซ่อมแซม – กลับเข้าอยู่อาศัย

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ให้องค์ความรู้ประชาชนจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัด ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน แนะนำเจ้าของบ้านให้เพิ่มความระมัดระวังในการกลับเข้าไปตรวจสอบและฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร ระบบประปาและสุขาภิบาล รวมถึงวัสดุภายในบ้าน พร้อมย้ำว่า “น้ำลด ไม่ได้หมายความว่าบ้านปลอดภัยแล้ว” ควรตรวจสอบความเสียหายอย่างเป็นระบบก่อนทำความสะอาด หรือ ซ่อมแซม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลามและความเสี่ยงต่อผู้อยู่อาศัย
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบกลับเข้าไปซ่อมบ้าน แต่คือการตรวจสอบความปลอดภัยก่อน เพราะน้ำท่วมขังสามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งในส่วนที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า โครงสร้างบ้าน และวัสดุที่สะสมความชื้น ดังนั้นเจ้าของบ้านควรประเมินความเสียหายอย่างเป็นขั้นตอน และหากพบความผิดปกติควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบก่อนดำเนินการซ่อมแซม
ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน แนะนำ 7 จุดสำคัญที่เจ้าของบ้านควรตรวจสอบหลังน้ำลด ได้แก่
- ความปลอดภัยก่อนเข้าบ้าน ก่อนเข้าอาคารควรตรวจสอบว่าพื้นที่โดยรอบปลอดภัยแล้ว หรือไม่ ระวังพื้นลื่น เศษวัสดุของมีคม รวมถึงสัตว์มีพิษที่อาจมากับน้ำท่วม หากบ้านยังมีน้ำขังและไม่ทราบสถานะของระบบไฟฟ้า ไม่ควรเข้าไปเปิดสวิตช์ หรือใช้งานระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง
- ระบบไฟฟ้า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ หากน้ำเคยท่วมถึงบริเวณตู้ไฟ ปลั๊กไฟ สวิตช์ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่ควรทดลองเปิดใช้งานด้วยตัวเอง แม้น้ำจะแห้งแล้วก็ตาม ควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ตรวจสอบระบบก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร และอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย
- ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน สังเกตรอยร้าว หรือ ความผิดปกติของเสา คาน ผนัง และพื้น รวมถึงอาการพื้นทรุด เอียง หรือประตูหน้าต่างที่ เปิด–ปิด ไม่ได้เหมือนเดิม หากพบความผิดปกติ โดยเฉพาะบ้านที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน ควรให้วิศวกร หรือ ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินก่อนการซ่อมแซม
- ตรวจผนัง พื้น และวัสดุที่สัมผัสน้ำ วัสดุบางประเภทสามารถดูดซึมน้ำและเก็บความชื้นไว้ภายใน แม้พื้นผิวภายนอกจะแห้งแล้วก็ตาม เจ้าของบ้านควรตรวจสอบสีพอง ผนังบวม เชื้อรา กลิ่นอับ กระเบื้องโก่ง รวมถึงพื้นไม้และวัสดุที่มีส่วนประกอบจากไม้ ซึ่งอาจเกิดการบวมและเสียรูปจากการแช่น้ำ
- ระบบประปาและสุขาภิบาล ควรตรวจสอบถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำ ท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง และระบบบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะกรณีที่น้ำท่วมถึงสุขภัณฑ์ หรือ มีน้ำเสียไหลเข้าบริเวณบ้าน เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนและส่งผลต่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย
- ประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ Built-in วัสดุประเภทไม้ หรือ วัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำอาจบวม เสียรูป หรือ เกิดเชื้อราได้ ควรประเมินสภาพก่อนตัดสินใจรื้อ หรือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยพิจารณาทั้งระดับน้ำ ระยะเวลาที่วัสดุสัมผัสน้ำ และประเภทของวัสดุ
- ทำความสะอาดและทำให้บ้านแห้งสนิทก่อนซ่อมแซม หลังตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว ควรทำความสะอาดคราบสกปรกและสิ่งปนเปื้อน พร้อมเร่งระบายความชื้นออกจากบ้าน โดยเฉพาะบริเวณผนัง พื้น ฝ้า และพื้นที่ปิดทึบ ทั้งนี้ไม่ควรรีบทาสี ปิดผิว หรือ ซ่อมแซมเพื่อความสวยงาม หากโครงสร้างหรือวัสดุภายในยังมีความชื้นสะสม
“สิ่งที่เจ้าของบ้านควรหลีกเลี่ยงหลังน้ำลด คือการรีบเปิดระบบไฟฟ้า การรีบทาสี หรือ ปิดผิวผนังที่ยังมีความชื้น และการซ่อมแซมโครงสร้างโดยไม่มีการประเมินก่อน เพราะอาจทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ถูกปิดทับและกลับมาเป็นความเสียหายที่รุนแรงขึ้นในภายหลัง หลักง่าย ๆ คือ Safety – Inspect – Dry – Repair คือ ตรวจความปลอดภัย ตรวจความเสียหาย ทำให้บ้านแห้ง และจึงเข้าสู่ขั้นตอนการซ่อมแซม” นายอนันต์กร กล่าว
นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวเพิ่มเติมว่า “บ้านหลังน้ำท่วมไม่ควรพิจารณาเพียงความเสียหายที่มองเห็นด้วยตา แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความเสียหายภายในด้วย” โดยสมาคมฯ ต้องการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านบ้านและการก่อสร้างให้ประชาชนสามารถดูแลบ้านของตนเองได้อย่างถูกต้อง และรู้ว่าในกรณีใดควรขอคำแนะนำหรือให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ เพื่อให้การฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเสียหายในระยะยาว
