เตรียมจ่ายปันผลอัตรา 0.18 บาทต่อหน่วย ขึ้นเครื่องหมาย XD 6 มี.ค. นี้

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT (กองทรัสต์ฯ) ประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนที่ 6.70 บาทต่อหน่วย หลังเปิดจองซื้อแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิ์จองซื้อและประชาชนทั่วไปเมื่อวันที่ 23 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเข้าจองซื้อหน่วยทรัสต์อย่างล้นหลาม เตรียมเข้าลงทุนในโครงการ “เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” บนทำเล Super Prime CBD พร้อมโชว์ผลการดำเนินงานของกองทรัสต์ฯ ปี 2568 มีรายได้ 506.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.42% (YoY) และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 387.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.47% (YoY) เตรียมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนครั้งที่ 1/2569 ที่อัตรา 0.18 บาทต่อหน่วย และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 มีนาคมนี้
นางสาวรพีพรรณ บุณยรักษ์ Department Head, Product Distribution and Development ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจาก QHHRREIT เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิ์จองซื้อประเภทบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และประชาชนทั่วไปเมื่อวันที่ 23 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ราคาเสนอขายสูงสุด 6.70 บาทต่อหน่วย จำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 69,000,000 หน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 462,300,000 บาท เพื่อเข้าลงทุนต่ออายุสิทธิการเช่า โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (นับจากวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2599) นั้น การเปิดจองซื้อครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการเติบโตของกองทรัสต์ อีกทั้งยังแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในคุณภาพของทรัพย์สินที่กองเข้าลงทุนที่มีจุดเด่นในเรื่องของทำเลใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้อายุเฉลี่ยคงเหลือถ่วงน้ำหนักของสัญญาเช่าทรัพย์สิน (WALE) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 28.6 ปี ซึ่งสูงที่สุดเป็นอันดับ่ 1 ในกลุ่ม Hospitality REIT พร้อมกันนี้ กองทรัสต์ฯ ยังมีสัดส่วนกรรมสิทธิ์ (Freehold) ของทรัพย์สินในกรุงเทพมหานครสูงถึง 63% ภายหลังจากระดมทุน ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 เช่นกันในกลุ่ม Hospitality REIT ล่าสุดกองทรัสต์ฯ ได้ประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 (Final Price) ที่ราคา 6.70 บาทต่อหน่วย และคาดว่าจะสามารถนำหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ภายในเดือนมีนาคมนี้
ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมของกองทรัสต์ QHHRREIT ในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม เป็นโอกาสที่น่าสนใจในช่วงดอกเบี้ยขาลง ด้วยจุดแข็งด้านทำเล Super Prime CBD บนถนนหลังสวนที่มีดีมานด์สูงแต่ที่ดินมีจำกัด โดยเข้าซื้อในราคาต่ำกว่าราคาประเมินถึงประมาณ 6.1% พร้อมกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงลูกค้าหลากหลายสัญชาติเพื่อสร้างเสถียรภาพ และบริหารงานโดยทีมมืออาชีพจาก บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ในธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยโครงการมีผลการดำเนินงานโดดเด่นด้วยอัตราเข้าพักสูงถึง 92% ในงวด 12 เดือนปี 2568 และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปีแรกไม่ต่ำกว่า 10.8% (อ้างอิงรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2570 โดยปรับปรุงสมมติฐานจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติมประมาณ 69 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนประมาณ 835 ล้านบาท และราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมที่ 6.70 บาทต่อหน่วย) ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือเงินฝาก
นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ กล่าวว่า กองทรัสต์ QHHREIT มีผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 506.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 248.59 ล้านบาท หรือ 96.42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากให้เช่าทรัพย์สินเต็มปีจากทรัพย์สินหลัก 4 โครงการ ภายหลังกองทรัสต์ได้รับโอนทรัพย์สินและภาระจากกองทุนฯ รวมถึงการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ โฮเทล สีลม อีกทั้งในปี 2568 มีการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบหลังการรีโนเวท (Major Renovation) ของโครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ และโครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม อย่างไรก็ตามแม้มีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นเป็น 118.44 ล้านบาท จากต้นทุนการดำเนินงานที่แปรผันตามรายได้และต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมเพื่อลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติมและปรับปรุงสินทรัพย์ให้ทันสมัย แต่ภาพรวมผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้กองทรัสต์ฯ มีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 387.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187.44 ล้านบาท หรือ 93.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
โดย QHHRREIT เตรียมจ่ายประโยชน์ตอบแทนครั้งที่ 1/2569 ในอัตรา 0.18 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานรอบปี 2568 (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) ซึ่งทำกำไรสุทธิรวมได้ถึง 335.63 ล้านบาท ซึ่งการจ่ายปันผลในครั้งนี้เป็นการพิจารณาจากกำไรสุทธิของกองทรัสต์ฯ เพื่อให้สะท้อนขีดความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนอย่างมีเสถียรภาพตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุง ทั้งนี้ ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (Ex-Dividend Date) ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยในวันที่ 20 มีนาคม 2569 “ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 ของ QHHRREIT เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกมิติ โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นกว่า 96.42% และกำไรจากการลงทุนสุทธิเติบโตเกือบเท่าตัวที่ 93.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพและการรับรู้รายได้เต็มปีจากการขยายการลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงความสำเร็จจากกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายหลังการรีโนเวทและ ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืน” นายสุขวัฒก์ กล่าว
