QHHRREIT เดินหน้าเพิ่มทุน ครั้งที่ 1 โครงการ “เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” ชูจุดเด่นทำเล Super Prime CBD

เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XR วันที่ 4 ก.พ. 2569 นี้ เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิจองซื้อ

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT (กองทรัสต์ฯ) ประกาศเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XR ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกองทรัสต์ฯ เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เพื่อต่ออายุสิทธิการเช่า 30 ปี ในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ซึ่งจะมีมูลค่าการเข้าลงทุนเพิ่มเติมไม่เกิน 1,233.50 ล้านบาท โดยเตรียมออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 130,200,000 หน่วย ชูจุดเด่นทรัพย์สินโรงแรมระดับพรีเมียม บนถนนหลังสวน ซึ่งเป็นทำเล Super Prime CBD รับท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ QHHRREIT เปิดเผยว่ากองทรัสต์เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XR ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถือหน่วยเดิมไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมและกำหนดให้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 (Record Date) เป็นวันที่กำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 ที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียน ภายหลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมสำหรับการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งกองทรัสต์ฯ เตรียมออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 130,200,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายจำนวนไม่เกิน 1,233.50 ล้านบาท โดยการเข้าลงทุนในสิทธิการเช่า “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” เพื่อต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 30 ปี (1 มิ.ย. 2569 – 31 พ.ค. 2599) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ในระยะยาว

ทั้งนี้ กองทรัสต์ฯ จะจัดสรรหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมตามสัดส่วนการถือหน่วยทรัสต์ โดยไม่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่จะทำให้กองทรัสต์มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (PPO) โดยภายหลังจากจัดสรรหน่วยทรัสต์ในส่วนดังกล่าว กองทรัสต์ฯ จะจัดสรรหน่วยทรัสต์ที่เหลือให้แก่ (1) บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ซึ่งรวมถึงผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของกองทรัสต์ QHHRREIT และ/หรือ (2) ให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering) ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถดาวน์โหลด (Download) หนังสือชี้ชวนฉบับมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มกราคม 2569 เพื่อศึกษารายละเอียดการเสนอขายหน่วยทรัสต์ในครั้งนี้ได้ก่อนทำการจองซื้อหน่วยทรัสต์ จากเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th

จุดเด่นของโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ประกอบด้วย 1) ตั้งอยู่ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ( Super Prime CBD) บนถนนหลังสวน ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม เป็นทำเลที่อยู่อาศัยระดับ High-end ที่รายล้อมด้วยย่านธุรกิจสำคัญ (CBD) ทั้งเพลินจิต สีลม และสาทร แวดล้อมไปด้วยสถานทูต ห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงานระดับเกรด A อีกทั้งยังมอบบรรยากาศร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวจากสวนสาธารณะลุมพินีที่อยู่ใกล้เคียงเหมาะสำหรับผู้พักอาศัยที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางแต่ใกล้ชิดธรรมชาติ 2) ครบครันและเป็นส่วนตัว (Exclusive Living) ตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว ด้วยห้องพักกว้างขวาง แบบสตูดิโอถึง 3 ห้องนอน เน้นความเป็นส่วนตัวไม่แออัด พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร อาทิ อินเทอร์เน็ตไร้สาย สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องประชุม และระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากลตลอด 24 ชั่วโมง และ

3) การบริหารระดับมืออาชีพ (Professional Management) มั่นใจในคุณภาพการบริการภายใต้แบรนด์ “เซนเตอร์ พอยต์” (Centre Point) ที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ในการบริหารโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มายาวนานกว่า 30 ปี การันตีด้วยฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและความสัมพันธ์อันดีตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ ซึ่งจะช่วยผลักดันการสร้างรายได้ค่าเช่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการต่อสัญญาโครงการ เซนเตอร์พอยต์ ชิดลม จะช่วยให้กองทรัสต์ฯ มีทรัพย์สินคุณภาพสูงหนุนการสร้างรายได้ และเพิ่มอายุสิทธิการเช่าจากทรัพย์สินทั้ง 4 โครงการที่ยาวนานขึ้นจากเดิม 27.2 ปี เป็น 28.6 ปี และจุดแข็งของ QHHRREIT คือเป็นกองทรัสต์ประเภทโรงแรมที่มีสัดส่วน Freehold สูงเป็นอันดับหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงในการสร้างกระแสเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินระยะยาว โดยกองทรัสต์ฯ จะมีสัดส่วนทรัพย์สินที่เป็น Freehold 63% และ Leasehold 37% ภายหลังการเข้าลงทุน

นายสุขวัฒก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า SCB Economic Intelligence Center หรือ SCB EIC คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะแตะที่ระดับกว่า 34 ล้านคน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในปี 2570 ซึ่งคาดว่าใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดการแพร่การระบาดของโควิด-19 อีกทั้งคอลลิเออร์ส ประเทศไทยมองว่าปัจจัยสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐต่างๆ ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยและจีนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงนโยบาย Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การขยายความจุของสนามบินหลักทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะกลาง ตลอดจนกลยุทธ์พัฒนาการท่องเที่ยวไทยโดยมุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพและกำลังซื้อสูง อาทิ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวซึ่งองค์การการท่องเที่ยวโลกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.0-5.0 ต่อปี จะเป็นแรงหนุนสำคัญ

“QHHRREIT มุ่งสร้างการเติบโตที่มั่นคง ผ่านการลงทุนในทรัพย์สินโรงแรมที่มีศักยภาพ บนทำเล Super Prime CBD ใจกลางย่านธุรกิจเชื่อมต่อการสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ควบคู่กับการพัฒนาในการให้บริการเชิงรุก ต่อยอดรองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์อย่างยั่งยืน” นายสุขวัฒก์ กล่าว

ที่มา: เอ็ม ที มัลติมีเดีย