ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่งกองทรัสต์ “SSTRT” เดินหน้าลงทุนเพิ่มครั้งที่ 1 มูลค่า 190 ล้านบาท ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมแตะ 1,700 ล้านบาท

ก.ล.ต.นับหนึ่ง Filing กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์ศรีไทย (“SSTRT”) สำหรับการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 เพื่อลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินจำนวน 1 โฉนด เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 68.9 ตารางวา และอาคารคลังเอกสาร 4 หลัง พื้นที่รวม 7,000 ตารางเมตร รวมถึงทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมไม่เกิน 190 ล้านบาท ชูความโดดเด่นการเป็นกองทรัสต์ฯ ประเภท Freehold 100% และที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน (Dividend Yield) ไม่ต่ำกว่า 7%

นายเอกชัย ลิ้มศิริวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอสที รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์ศรีไทย (SSTRT) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ผู้จัดการกองทรัสต์ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหน่วยทรัสต์ สำหรับการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 เพื่อลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินจำนวน 1 โฉนด เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 68.9 ตารางวา และอาคารคลังเอกสาร 4 หลัง พื้นที่รวม 7,000 ตารางเมตร รวมถึงทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมไม่เกิน 190 ล้านบาท ล่าสุด ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่ง Filing เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนได้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายปี 2565 นี้

สำหรับทรัพย์สินที่กองทรัสต์ SSTRT จะเข้าลงทุนในครั้งนี้ เป็นคลังเอกสารในโครงการคลังเอกสารของ บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 1 งาน 68.9 ตารางวา และ อาคารคลังเอกสาร จำนวน 4 อาคาร

  1. อาคารคลังเอกสารหมายเลข 36 พื้นที่อาคารประมาณ 1,750 ตารางเมตร
  2. อาคารคลังเอกสารหมายเลข 37 พื้นที่อาคารประมาณ 1,750 ตารางเมตร
  3. อาคารคลังเอกสารหมายเลข 38 พื้นที่อาคารประมาณ 1,750 ตารางเมตร
  4. อาคารคลังเอกสารหมายเลข 39 พื้นที่อาคารประมาณ 1,750 ตารางเมตร

โดยคลังเก็บเอกสาร ทั้ง 4 อาคาร เป็นอาคารเก็บรักษาเอกสารสำคัญ (Document Storage Services Center) ให้แก่ บริษัท ห้างร้าน และหน่วยราชการต่าง ๆ อาทิ เอกสารทางด้านบัญชี เอกสารทางการเงิน เอกสารด้านนิติกรรม ตลอดจนเอกสารข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารอย่างน้อยประมาณ 5-10 ปี

ผู้จัดการกองทรัสต์ SSTRT กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในทรัพย์สินหลักเพิ่มเติมในทรัพย์สินที่มีศักยภาพของคลังเก็บเอกสารของ SST ซึ่งมีการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้ง ระบบการจัดเก็บเอกสารอัตโนมัติ AS/RS ที่ทันสมัย มีการจัดเก็บเอกสารในอาคารศูนย์เก็บเอกสารขนาดใหญ่ มีระบบ ระบายอากาศภายในคลังเอกสารที่ดี มีชั้นสำหรับวาง และจัดเก็บเอกสารเป็นชั้นเหล็กสำเร็จรูปแข็งแรงและทนทาน สะดวกต่อการจัดเก็บและดูแล มีระบบการควบคุมการจัดเก็บด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีรหัสบาร์โค้ดที่สามารถค้นหาเอกสารได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการ มีบริการนำส่งเอกสารที่ต้องการใช้ตรวจสอบได้รวดเร็ว ตลอดจนมีระบบควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงด้วยกล้องวงจรปิด มีระบบการตรวจสอบเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล และป้องกันอัคคีภัย

ดังนั้นภายหลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้แล้วเสร็จ กองทรัสต์ SSTRT จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คลังเอกสาร งานระบบสาธารณูปโภคและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น เป็น 18 อาคาร จากทรัพย์สิน ณ ปัจจุบัน จำนวน 14 อาคาร ซึ่งจะส่งผลให้มีมูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทรัสต์ฯ แตะที่ระดับ 1,700 ล้านบาท และถือเป็นกองทรัสต์ฯ เพียงรายเดียวในประเทศไทยที่เป็นกองทรัสต์ประเภทคลังเอกสาร และเป็นกองทรัสต์ประเภท Freehold 100% โดยมีการประมาณการการจ่ายประโยชน์ตอบแทนต่อหน่วยแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ภายหลังการลงทุนในทรัพย์สินหลัก เพิ่มเติมครั้งที่ 1 เท่ากับ 0.4183 บาทต่อหน่วย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 คิดเป็นอัตราจ่ายประโยชน์ตอบแทน (Dividend Yield) 7% เหมาะจะเป็นตัวเลือกด้านการลงทุนในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีความผันผวนในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ในฐานผู้จัดการกองทรัสต์ SSTRT มองแนวโน้มอุตสาหกรรมการให้บริการคลังเอกสาร ว่า การให้บริการคลังเอกสาร และยังคงเป็นบริการสำคัญในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการดำเนินธุรกิจในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นและอ้างอิงทางเอกสารหลักฐานเชิงข้อมูลทางธุรกิจ รวมถึงการตรวจสอบเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ แม้ว่าในปัจจุบันบริษัทหลายแห่งเลือกเก็บเอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในประเทศไทยยังคงมีข้อบังคับทางกฎหมาย กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเก็บข้อมูลเป็นเอกสารไว้ เพื่อตรวจสอบหรืออ้างอิงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเฉพาะสถาบันทางการเงิน ซึ่งกำหนดให้มีการจัดเก็บเอกสารบางประเภทในรูปแบบต้นฉบับกระดาษ อาทิ เอกสารทางบัญชี เอกสารทางการเงิน เอกสารนิติกรรมต่าง ๆ และเอกสารอื่น ๆ ที่มีความสำคัญทางกฎหมายและภาษีอากร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ กำกับดูแล และสืบค้นตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ภายใต้ระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสารอย่างน้อย 5-10 ปี หรือเป็นไปตามนโยบายของแต่ละบริษัทก่อนที่จะถึงช่วงที่กำหนดทำลายเอกสาร ดังนั้นจึงมองว่าจากดีมานด์การใช้บริการจัดเก็บเอกสารยังคงอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อกองทรัสต์SSTRTอย่างมีนัยสำคัญ .

ที่มา: ก.ล.ต.