กรีนพีซ เอเชียตะวันออก เตือนเวที Gastech 2026 ความต้องการพลังงานจาก AI ไม่ใช่ข้ออ้างขยายก๊าซฟอสซิล

ในขณะที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ ผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (hyperscalers) และรัฐมนตรีจากหลายประเทศมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วม AixEnergy Summit ภายในงาน Gastech 2026 กรีนพีซ เอเชียตะวันออก ชี้ว่า การพึ่งพาฟอสซิลเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจบั่นทอนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลก และยิ่งซ้ำเติมชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกที่ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของ AI จะสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [1] บริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านพลังงานและไฟฟ้า กำลังใช้ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเป็นข้ออ้างขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลและ LNG ซึ่งจะทำให้ระบบพลังงานต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปอีกหลายทศวรรษ ตลอดงาน Gastech 2026 ผู้นำภาคอุตสาหกรรมได้ผลักดันกรอบความคิดที่ทำให้ก๊าซถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ “ขาดไม่ได้” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานสำหรับ AI

กรีนพีซวิเคราะห์ประเด็นด้าน AI และพลังงานที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือภายในงาน Gastech 2026 และพบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางของภาคอุตสาหกรรมในการจัดหาพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ดังนี้

การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและความเร่งรีบ: ผู้นำภาคอุตสาหกรรมในงาน Gastech 2026 กล่าวถึงความเร่งด่วนในการรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI รวมถึงความกังวลว่าจะ “ตามไม่ทัน” กระแสการเติบโตของ AI ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลถูกเรียกร้องให้เร่งปรับกฎระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง [2] กรีนพีซชี้ว่า การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันเช่นนี้อาจนำไปสู่การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลก่อนเวลาอันควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมในระยะยาว อีกทั้งยังทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาตลาด LNG ที่มีความผันผวนต่อไป

การวางบทบาทก๊าซฟอสซิลเป็น “พลังงานฐาน” สำหรับ AI: การเสวนาภายในงาน Gastech 2026 มีการนำเสนอก๊าซฟอสซิล รวมถึงการใช้ก๊าซฟอสซิลร่วมกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ว่าเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถจ่ายพลังงานให้ศูนย์ข้อมูล AI ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่าพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวซึ่งมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ไม่สามารถรองรับความต้องการด้านการประมวลผลได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม กรีนพีซชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวมองข้ามต้นทุนของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังทำให้ก๊าซฟอสซิลถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานในระยะยาว แทนที่จะเป็นเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยลดและเลิกใช้

การใช้ AI เป็นเหตุผลในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG: ภายในงาน Gastech 2026 มีการเชื่อมโยงการเติบโตของ AI เข้ากับการสร้างสถานีรับ-จ่าย LNG แห่งใหม่ การขยายท่อส่งก๊าซข้ามพรมแดน และการทำสัญญาซื้อขายก๊าซฟอสซิลระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ Baker Hughes (หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ระบุว่า การเติบโตของ AI และศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการก๊าซฟอสซิลและการผลิตไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น [3] กรีนพีซชี้ว่า การใช้การเติบโตของ AI เป็นเหตุผลสนับสนุนข้อตกลงด้านก๊าซฟอสซิลที่ผูกพันยาวนานหลายทศวรรษ อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานมีต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง

กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ผู้พัฒนาโครงการพลังงาน และรัฐบาล ยุติการใช้การเติบโตของ AI เป็นข้ออ้างในการขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลแห่งใหม่โดยทันที พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายข้อมูล

ความเห็นจากนักรณรงค์กรีนพีซ

ยอนโฮ ยาง (Yeonho Yang) นักรณรงค์อาวุโสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออก กล่าวว่า

“ภูมิภาคเอเชียไม่อาจปล่อยให้การเติบโตทางดิจิทัลมาหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Nvidia, Microsoft และ Google ต่างอ้างตัวว่าเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศและชูเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ แต่กลับไม่สนใจว่าผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลของตนกำลังสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่เพื่อป้อนพลังงานสำหรับการประมวลผล ตั้งแต่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียตะวันออก (East Asian semiconductor hubs) ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้ก๊าซฟอสซิลเพื่อขับเคลื่อน AI คือความล้มเหลวด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสิ้นเชิง

นี่ไม่ใช่เรื่องของเป้าหมายโดยสมัครใจอีกต่อไป ผู้กำหนดนโยบายต้องกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และต้องไม่เปิดทางให้ผู้จัดหาพลังงานฉวยโอกาสจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของ AI เพื่อผูกมัดภูมิภาคเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน LNG แห่งใหม่”

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า

“หลายชุมชนในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมรุนแรงและคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเห็นผู้ให้บริการด้านพลังงานและบริษัทเทคโนโลยีกำลังผูกมัดระบบพลังงานของเราให้พึ่งพาก๊าซฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ ภายใต้ชื่อของความก้าวหน้าด้าน AI เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก๊าซฟอสซิลไม่ใช่เชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นเชื้อเพลิงที่ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งสามารถขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของเราได้อย่างปลอดภัย พลังงานสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตต้องมาจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม 100%”

โจ ราฟาโลวิคซ์ (Joe Rafalowicz) หัวหน้างานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก กล่าวว่า

“ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่ออสเตรเลียก้าวเข้ามามีบทบาทในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกในการประชุม COP31 ออสเตรเลียควรเป็นผู้นำของภูมิภาคในการทยอยยุติการส่งออกถ่านหินและก๊าซ เพื่อให้เรายังมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากโลกที่ร้อนขึ้น ไม่ใช่เปิดโครงการก๊าซแห่งใหม่เพื่อป้อนพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้งาน AI

การยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษเพียงเพื่อผลกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและก๊าซโดยละเลยผลกระทบต่อชุมชน เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ศูนย์ข้อมูล AI ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดควรใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม 100% และต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเร่งผลักดันโครงการก๊าซแห่งใหม่และเดินหน้าสร้างมลพิษต่อไป”

ที่มา: กรีนพีซ