ตารางราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์ [เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ]

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลามสู่โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน
- สหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับสงครามในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ ขยายการโจมตีไปยังสะพาน สถานีรถไฟ สนามบิน และท่าเรือ รวมถึงหน่วยผลิตน้ำจืด Bonji ในเมือง Jask ของอิหร่านซึ่งคิดเป็นราว 0.6% ของกำลังผลิตน้ำจืดจากทะเลทั้งประเทศ และพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Darkhovin ในจังหวัด Khuzestan
- อิหร่านโจมตีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน อิรัก และคูเวต โดยคูเวตได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเด่นชัดที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางฐานทัพและระบบโลจิสติกส์ของสหรัฐฯ การโจมตีลุกลามจากเป้าหมายทางทหารไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของคูเวต โรงไฟฟ้า และโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ทั้งนี้มีทหารสหรัฐฯ 2 นาย เสียชีวิตในจอร์แดน และที่อิรัก 1 นาย
- อิหร่านประกาศระงับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านแล้ว และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ประกาศระงับการเดินเรือทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตราบที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง จากช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิหร่าน UAE และอิรัก ส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวมกันอยู่ที่ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดตั้งแต่เกิดสงครามในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ Platts รายงานว่ามีเรือเพียง 13 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
- ส่วนสงครามรัสเซีย–ยูเครนยังเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน โดยวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 บริษัท Caspian Pipeline Consortium ระงับการสูบถ่ายน้ำมันจากท่อ Caspian Pipeline Consortium (CPC: 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) สู่ท่าส่งออกในเมือง Novorossiysk ริมทะเลดำของรัสเซีย หลังโดรนโจมตีเรือ Suezmax 2 ลำ ขณะรับน้ำมันจากทุ่นเทียบเรือกลางทะเลหมายเลข 1 และ 3 อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้บาดเจ็บ น้ำมันรั่ว หรือความเสียหายต่อทุ่น และยังไม่มีแหล่งผลิตในคาซัคสถานหยุดดำเนินการ ปัจจุบันท่อน้ำมันดังกล่าวส่งมอบน้ำมันดิบอยู่ที่ 1.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นราว 80% ของการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดของคาซัคสถาน

Symbol: PTT
