คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre แห่ง London School of Economics and Political Science จัดงานเปิดตัวรายงานวิจัยว่าด้วยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิต ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาฯ โดยมีนักวิจัย แพทย์ บุคลากรสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย องค์กร ภาคประชาสังคม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมงานจำนวนมาก

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ภายใต้ชื่อ “The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” นับเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอระเบียบวิธีวิจัย ที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นได้ในอนาคต
ผลการศึกษาที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกในงานครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่ฉายภาพต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทย โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวที่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อพัฒนาการ ผลลัพธ์ทางการศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน
ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาถึงผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ อันเกิดจากภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับมารดา ครอบครัว และเด็กในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิด ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต
ผลการศึกษายิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในฐานะการลงทุนที่สำคัญต่อทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป
“คณะจิตวิทยาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุขภาพจิตของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด และระหว่างการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตของครอบครัวในระยะยาว คณะจิตวิทยาเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในเรื่องนี้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตของมารดาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน” ผศ.ดร.ณัฐสุดากล่าว
คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้กับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากสถาบันและองค์กรชั้นนำทั่วโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตมารดาในหลายประเทศ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัย การสร้างเครือข่ายวิชาการ และการกำหนดแนวทางส่งเสริม ป้องกัน และดูแลสุขภาพจิตมารดา อย่างบูรณาการ ผ่านความร่วมมือของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจว่าการลงทุนด้านสุขภาพจิตมารดาไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนสังคม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
Assoc. Prof. Annette Bauer จาก CPEC-LSE กล่าวถึงต้นทุนของการปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิต ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขพบว่ามีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าระบบการดูแลสุขภาพ ทั้งต่อคุณภาพชีวิตของสตรี โอกาสในอนาคตของเด็ก และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน การลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ผลกระทบจากความพิการในระยะยาว และผลลัพธ์เชิงลบต่อเด็กตลอดช่วงชีวิต
ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดของประเทศไทย จัดทำโดย PAM Thailand และ PAM Foundation ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ของปัญหา ปัจจัยเสี่ยง การให้บริการ มุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และโอกาสในการพัฒนาระบบสนับสนุนสำหรับแม่ เด็ก และครอบครัว ควบคู่กับเอกสารสรุปเชิงนโยบายที่รวบรวมข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวไทย
ในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยเครือข่าย Global Economics and Maternal Mental Health (GEMMH) เครื่องมือออนไลน์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้วางแผนระบบสุขภาพ และหน่วยงานด้านการพัฒนา สามารถวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงประเมินผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้นโยบายและรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นได้ในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีการประกาศจัดตั้งพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือ Perinatal Alliance for Mental Health Thailand (PAM Thailand) อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตมารดาผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การผลักดันเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนา ภาคเอกชน และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันยกระดับการสนับสนุนแม่ เด็ก และครอบครัวทั่วประเทศ
Mr. Hamish Magoffin ผู้ก่อตั้ง PAM Thailand กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบอย่างลึกซึ้งของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่มีต่อแม่ เด็ก ครอบครัว และสังคม เพื่อดึงความสนใจ ความร่วมมือ และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวทั่วประเทศไทย การศึกษาวิจัยด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตมารดาในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศอย่างชัดเจน ทั้งต่อมารดา เด็ก ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจ การประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามากขึ้น นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม
งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจาก London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและสถาบันด้านสุขภาพในประเทศไทย อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาวะสุขภาพจิตมารดาที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน การสูญเสียผลิตภาพ และภาระด้านสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในช่วงต้นของชีวิตและอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว จึงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง
ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงสาขาเดียว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ
นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรสุขภาพหลายสาขา ทั้งพยาบาล พยาบาลจิตเวช พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาการปรึกษา การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับบริการฝาก ครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
การเปิดตัวรายงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสุขภาพจิตมารดา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแม่ เด็ก และครอบครัวในระยะยาว ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของครอบครัวไทยในอนาคต
