GIT ลุยเชียงใหม่! เปิดโครงการ “GIT RE WORTH” ยกระดับผู้ประกอบการเครื่องประดับไทย ชูนวัตกรรมผสานวัสดุรักษ์โลกสู่เวทีสากล

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เปิดตัว โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าต้นแบบที่มีอัตลักษณ์ (GIT RE WORTH) อย่างเป็นทางการ โดยนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ห้องศรีภูมิ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่

โครงการดังกล่าวดำเนินภายใต้แนวคิด “RE WORTH” ที่มุ่งสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุ ทรัพยากร และทุนทางวัฒนธรรม ผ่านการออกแบบและนวัตกรรมร่วมสมัย โดยส่งเสริมการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์ไทยมาต่อยอด ผสานกับการใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ มีจุดแข็งด้านงานฝีมือที่ประณีตและมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น GIT จึงมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมวัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดโลกในปัจจุบัน

นอกจากนี้ GIT ยังขยายการดำเนินโครงการสู่ระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคของประเทศ เพื่อกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และการพัฒนาอย่างทั่วถึง โดยมุ่งหวังให้เกิดผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย ทั้งในมิติของวัฒนธรรม สุนทรียศาสตร์ และการเลือกใช้วัสดุจากทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างความแตกต่างในตลาดสากล

สำหรับโครงการนี้ GIT ได้ออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนและลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ตั้งแต่ กิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาและต่อยอดแนวคิด การสนับสนุนทุนเพื่อสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่เวทีแสดงสินค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการ 10 รายสุดท้ายจากทั่วประเทศ ได้ทดลองตลาดจริงและต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ

สำหรับการจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเข้มข้นให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ ผ่าน 2 หลักสูตรหลัก โดยเริ่มต้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นภาคแรก ได้แก่

  • หลักสูตร A: Eco & Alternative Materials (ต่อยอดวัสดุรักษ์โลก สู่จิวเวลรี่แห่งอนาคต) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 เมษายน 2569 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้ ทั้งในด้านการนำทุนวัฒนธรรมมาออกแบบเครื่องประดับร่วมสมัย การสร้างเรื่องราวให้กับแบรนด์ (Brand Story Building) ตลอดจนกลยุทธ์การตลาดและการจัดแสดงสินค้า (Visual Merchandising)
  • หลักสูตร B: Track B Collaboration & Combination (จับคู่สร้างสรรค์ ผสานวัสดุสุดล้ำ) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 เมษายน 2569 ซึ่งเน้นการทำเวิร์กช็อปร่วมสร้างสรรค์ (Co-Creation) ผสมผสานแนวคิดงานคราฟต์และการผสานวัสดุสู่แนวคิดต้นแบบ โดยทีมคณาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ไฮไลต์ของโครงการในปีนี้ คือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทุนสนับสนุนในการพัฒนาสินค้าต้นแบบ พร้อมโอกาสเข้าร่วมแสดงผลงานในเวทีสำคัญระดับนานาชาติ อาทิ Bangkok Gems and Jewelry Fair และ Bangkok Jewelry Week 2026 รวมถึงการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 10 ราย เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศอีกด้วย

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยจากการพัฒนาเชิงแนวคิดสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจจริง และยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง สามารถสมัครเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ และติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ Facebook Page: The Gem and Jewelry Institute of Thailand

ที่มา: สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน)