KAMU KAMU แตกไลน์เปิดตัว “Yothé” ปั้น New Category “Tea Meets Yogurt” ครั้งแรก ต่อยอดอินไซต์เมนูโยเกิร์ตยอดขายทะลุ 5 แสนแก้วใน 5 เดือน สู่แบรนด์ใหม่ “โยเกิร์ตผสมชา”

KAMU KAMU (คามุ คามุ) แบรนด์เครื่องดื่มชาสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทย นำความเชี่ยวชาญด้านชากว่า 15 ปี เปิดตัว “Yothé” (โย-เท่) แบรนด์เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชาเจ้าแรกในไทย ภายใต้แนวคิด “Tea Meets Yogurt” หลังเห็นสัญญาณความนิยมจากเมนูโยเกิร์ตของ KAMU KAMU ที่ทำยอดขายทะลุ 500,000 แก้วภายใน 5 เดือน สู่การนำอินไซต์ผู้บริโภคมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านชา สร้าง New Category “โยเกิร์ตผสมชา” ที่นำคาแรกเตอร์ของชามาเจอกับความนุ่มละมุนของโยเกิร์ต พร้อมสร้างความสนุกด้วย DIY & Customizeให้ผู้บริโภคออกแบบแก้วโปรดผ่านท็อปปิ้งกว่า 22 รายการ ราคาเริ่มต้น 69 บาท เปิดสาขาแรก ณ Emsphere ชั้น G วันที่ 10 ตุลาคมนี้ 

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดกว่า 15 ปีในตลาดเครื่องดื่ม เราเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง จากวันที่เครื่องดื่มหนึ่งแก้วตอบโจทย์เรื่องความอร่อยและความสดชื่น วันนี้คนมองหาทั้งคุณภาพ รสชาติใหม่ ความสนุกในการเลือก และสิ่งที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง สำหรับ KAMU KAMU การเติบโตจึงไม่ใช่แค่การคิดว่าจะออกเมนูชาอะไรต่อ แต่คือการมองว่า ความเชี่ยวชาญที่เรามี จะพาเราไปสร้างอะไรใหม่ให้ผู้บริโภคได้อีก

หนึ่งในสัญญาณที่ทำให้เราเห็นโอกาสชัดขึ้น คือเมนูโยเกิร์ตของ KAMU KAMU ที่ทำยอดขายทะลุ 500,000 แก้วภายใน 5 เดือน* สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการตอบรับที่สะท้อนว่าผู้บริโภคเปิดรับรสชาติและรูปแบบการดื่มใหม่ เมื่อฝั่งหนึ่งคือ ‘โยเกิร์ต’ ที่ได้รับความนิยม และอีกฝั่งคือ ‘ชา’ ที่เรามีความเชี่ยวชาญ จึงเกิดเป็นโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งที่ผู้บริโภคชอบ ไปต่อได้ด้วยสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ และกลายเป็นที่มาของ Yothé ภายใต้แนวคิด ‘Tea Meets Yogurt’ เพราะเราเชื่อว่าสิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่คนไม่รู้จักเสมอไป แต่อาจเกิดจากการนำสองสิ่งที่คุ้นเคยมาเจอกันในแบบที่ต่างออกไป”

*ข้อมูลตั้งแต่เดือน มีนาคม 2569 ถึงเดือน กรกฎาคม 2569 

Tea Meets Yogurt” สองความคุ้นเคย สู่ประสบการณ์ใหม่ที่เลือกได้

วันนี้ “ความอร่อย” ยังคงเป็นหัวใจของการเลือกเครื่องดื่ม แต่ผู้บริโภคมองหามากกว่านั้น ทั้งรสชาติ ความสดชื่น ความสนุกในการลอง รวมถึงคุณค่าที่สอดคล้องกับการดูแลตัวเอง พฤติกรรมนี้ทำให้ทั้ง “ชา” และ “โยเกิร์ต” มีพื้นที่เติบโตในรูปแบบใหม่ จากชาที่ผู้บริโภคสนใจมากขึ้นทั้งชนิด คาแรกเตอร์ และวิธีการดื่ม ขณะที่โยเกิร์ตก็ขยับจากรูปแบบการรับประทานเดิม สู่เครื่องดื่มที่โดดเด่นทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่  

Yothé จึงนำ ความเชี่ยวชาญด้านชา มาพบกับ ความสนใจของผู้บริโภคต่อโยเกิร์ต โดยโจทย์ไม่ใช่เพียงการทำโยเกิร์ตที่ “มีกลิ่นชา” แต่คือการหาความลงตัวที่ทำให้ คาแรกเตอร์ของชายังคงชัด ขณะที่ความนุ่มละมุนของโยเกิร์ตก็ยังอยู่ ให้สองรสชาติส่งเสริมกันจนเกิดเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง แนวคิดนี้สะท้อนผ่านชื่อ Yothé ซึ่งมาจาก YOGURT + THÉ โดย “THÉ” ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “ชา” และต่อยอดสู่ “Tea Meets Yogurt” การนำสองสิ่งที่คนคุ้นเคยมาสร้างประสบการณ์การดื่มรูปแบบใหม่ 

ขณะเดียวกัน Yothé มองว่าประสบการณ์ใหม่ไม่ได้จบแค่ “ดื่มอะไร” แต่รวมถึง “เลือกอย่างไร”เพราะความอร่อยของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แบรนด์จึงพัฒนา DIY & Customize ให้ผู้บริโภคสนุกกับการ Mix & Match และเลือกท็อปปิ้งกว่า 22 รายการ เพื่อออกแบบแก้วที่ตรงกับรสชาติและความชอบของตัวเอง สะท้อนตัวตนของ Yothé ที่ต้องการให้ผู้บริโภคได้ ลอง เลือก และสร้างความอร่อยในแบบของตัวเอง 

อย่างไรก็ตามในการพัฒนา Yothé แบรนด์ให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านชาของ KAMU KAMU มาจับคู่กับ โยเกิร์ตคุณภาพจากญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ทั้งคาแรกเตอร์ของชาที่ชัดเจนและความนุ่มละมุนของโยเกิร์ตในแก้วเดียว เพราะเชื่อว่าคุณภาพที่ดีควรเป็นความอร่อยที่เข้าถึงได้และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 69 บาทเพื่อให้ Yothé เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้บริโภคสามารถแวะมาดื่มได้บ่อย  

นอกจากนี้ Yothé ยังถ่ายทอดอัตลักษณ์แบรนด์ผ่านโทนสีแดง–ขาวที่สื่อถึงความสนุกสนานและสดใส  พร้อมนำ “Yoshi” แมวสัญลักษณ์ประจำแบรนด์มาเป็นตัวแทนของความโชคดี ความสบายใจ และพลังบวกในทุกวัน โดย Yoshi จะปรากฏในทุก Brand Touch Point ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาด 

ก้าวต่อไปของ Yothé สู่การสร้างพื้นที่ใหม่ในตลาดเครื่องดื่ม

นายทินกฤต กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ Yothé เราอยากสร้างแบรนด์ที่ไม่ได้มีแค่รสชาติใหม่ แต่เป็นเครื่องดื่มคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การพัฒนารสชาติ ไปจนถึงการตั้งราคาที่เข้าถึงได้ เพราะเราเชื่อว่าของที่ดีสามารถลิ้มรสความอร่อยและมีความสุขกับมันได้ทุกวัน ซึ่งถือเป็นหัวใจของ DNA ด้าน HEALING ของ Yothé ที่เราอยากมอบความสุขเล็ก ๆ ให้ผู้บริโภคในทุกวัน ขณะเดียวกันยังมี UNBOUND ที่กล้าลองสิ่งใหม่ และ COOL ที่ทำให้ทุกคนสนุกกับการสร้างแก้วในแบบของตัวเอง ทั้งนี้จากสาขาแรกที่ Emsphere เราตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 100 สาขาภายใน 5 ปี เพื่อให้ Yothé เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของ ‘Tea Meets Yogurt’ ในตลาดเครื่องดื่มไทย” 

เตรียมสัมผัสประสบการณ์ “Tea Meets Yogurt” จาก Yothé ครั้งแรก ณ Emsphere ชั้น G ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมฉลองเปิดสาขาแรกกับเมนู Yothé Signature ทั้ง 9 เมนู ได้แก่ Tomato Yoshi, Mango Mojo, Collaberry, Blue Sly & Green Tea, Kale Mango, Biscoff Volcano, Black Mountain, Chocona Nutter และ Momo Matcha  

 

 

 

 

ที่มา: ChomPR