เปิดเวที “CEO FORUM” ถอดสูตรลับสร้างการเติบโตเหนือคู่แข่ง ผู้นำยุคใหม่ แค่ฝ่าวิกฤตไม่พอ ต้องกล้าตัดสินใจในจังหวะที่ใช่

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับ บริษัท เบน แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด (Bain & Company) จัดงาน “CEO Forum 2026” ภายใต้หัวข้อ “Outperforming in an Era of Growth Headwinds”
โดยรวบรวมผู้นำองค์กรระดับประเทศมากกว่า 80 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำพาองค์กรฝ่าความท้าทายเพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งเวทีดังกล่าวได้ถ่ายทอดบทเรียนจากผู้บริหารองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ในการรับมือกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมสะท้อนว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเดินเกมได้เร็วที่สุด หากแต่อยู่ที่การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม การตัดสินใจอย่างเฉียบคม และการลงมือปฏิบัติอย่างมีวินัย
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายชินทาโร โอกุโนะ (Shintaro Okuno) ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เบน แอนด์ คัมพานี และ ดร.ดิเรก เกศวการุณย์ ประธานบริหาร บริษัท เบน แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี
เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมแบ่งปันมุมมอง และบทเรียนจากประสบการณ์จริง ทั้งการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ การบริหารองค์กรในช่วงวิกฤติ ตลอดจนการพัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวแนน วัฒนวิเทศกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ
นางกมลทรรรรศน์ นลินทรางกูร กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโต และเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันคือภาวะผู้นำ TMA จึงเป็นองค์กรที่มุ่งขับเคลื่อนด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความเชื่อที่ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้จบลงที่ตัวเลขผลการจัดอันดับ แต่หมายถึงขีดความสามารถที่จำเป็นต้องเสริมสร้างด้วยความร่วมแรงของผู้นำ องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ของประเทศไทย
ในปี 2569 TMA จะยกระดับบทบาทจากการเป็นผู้ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาองค์กรธุรกิจภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยมีบทบาทในการสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ TMA จึงจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำภาคเอกชนไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์
และร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต” นางกมลทรรศน์ กล่าวทิ้งท้าย
เวทีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ผู้นำองค์กร” ไม่เพียงแค่การสร้างการเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญแรงต้าน ไม่ได้อาศัยวิสัยทัศน์หรือการมองเห็นโอกาส แต่ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจ การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรให้ปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีบทสะท้อนบนเวทีครั้งสำคัญ ดังนี้
แม้เศรษฐกิจไทยจะไม่เติบโตอย่างที่ควร แต่ธุรกิจไทยยังมีโอกาสที่เติบโตแซงหน้าได้
แม้เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีแนวโน้มเติบโตเพียง 2–3% แต่ธุรกิจไทยยังสามารถสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าข้อจำกัดของเศรษฐกิจโดยรวม บทเรียนจากบริษัทญี่ปุ่นในช่วง “ทศวรรษที่สูญหาย” สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตไม่ได้เกิดจากการขยายธุรกิจแบบกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เกิดจากการเลือกเส้นทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความได้เปรียบจากการรวมอุตสาหกรรม การเข้าสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง การขยายสู่ตลาดโลก การสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น หรือการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่
ขณะเดียวกัน อุปสรรคสำคัญของการเติบโตมักอยู่ที่การบริหารจัดการองค์กรมากกว่าข้อจำกัดด้านเทคนิค ความสำเร็จจึงต้องอาศัย “ความคิดแบบนักลงทุน” (Investor Mindset) ที่กล้าจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ
พร้อมลดการยึดติดกับธุรกิจเดิม นอกจากนี้ การยกระดับธรรมาภิบาลและโครงสร้างการกำกับดูแลให้ทันสมัยก็เป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน ดังเช่นกรณีของ ฮิตาชิ ที่ปฏิรูปคณะกรรมการบริหารโดยดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากภายนอกเข้ามามีบทบาท ก่อนพลิกโฉมองค์กรจากกลุ่มธุรกิจที่กระจายตัว ไปสู่การมุ่งเน้นอุตสาหกรรมและบริการที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท
บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า ภาคเอกชนสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของตนเอง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แม้ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม
โอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ไม่ได้อยู่แค่ “อุตสาหกรรมใหม่” แต่คือการต่อยอดจุดแข็งเดิม
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือการมองหา New S-Curve ของธุรกิจไทย ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, Printed Circuit Board และ Data Center ควบคู่กับการต่อยอดอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เกษตร สุขภาพ การแพทย์ โลจิสติกส์ และ Soft Power
ขณะเดียวกัน การขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวของภาคธุรกิจไทย
กลยุทธ์ที่ดี ต้องมาพร้อมการลงมือทำที่เฉียบคม
ผู้บริหารจาก SCGC และ SAPPE ต่างสะท้อนตรงกันว่า ในการสร้างการเติบโตไม่ใช่เพียงการมีวิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “วินัยในการลงมือทำ” (Disciplined Execution) อย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนในธุรกิจใหม่ควรเริ่มต้นจากจุดแข็งขององค์กร มีฐานะการเงินที่พร้อมรองรับความเสี่ยง ตัดสินใจอย่างรวดเร็วบนข้อมูลที่เพียงพอ พร้อมสร้างขีดความสามารถใหม่ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร ก่อนพัฒนาความรู้ภายในองค์กรในระยะยาว
ในขณะที่องค์กรขนาดกลางอย่าง SAPPE เลือกใช้ “ความเร็ว” และ “การโฟกัส” มาเป็นข้อได้เปรียบเหนือบริษัทข้ามชาติอื่น
โดยเลือกลงทุนเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ แทนการกระจายทรัพยากรไปทุกพื้นที่
Board ที่ดี ไม่ใช่เพียงผู้อนุมัติ แต่ต้องเป็นผู้ผลักดันการเติบโต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือบทบาทของคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ที่กำลังจะเปลี่ยนไปจากผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็น Strategic Partner ของฝ่ายบริหาร
Board ที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถตั้งคำถามที่ท้าทาย สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การประเมินความเสี่ยง
อย่างรอบด้าน และรักษามุมมองในระยะยาว แม้ผลลัพธ์ของการลงทุนจะยังไม่ปรากฏในระยะสั้นก็ตาม
วิกฤติไม่ใช่ช่วงเวลาของการหยุดลงทุน แต่เป็นบททดสอบของการเลือกสิ่งที่ควรปกป้อง
ทั้ง SAPPE และ SCGC ถ่ายทอดประสบการณ์ในการต้องเผชิญกับวิกฤติในบริบทที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์โควิด-19 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อยู่ในช่วงขาลง
บทเรียนสำคัญคือ องค์กรที่แข็งแกร่งไม่ได้ลดต้นทุนทุกด้านอย่างเท่าเทียม แต่คือการเลือกปกป้องการลงทุนที่สร้างศักยภาพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การดูแลลูกค้า หรือการพัฒนาบุคลากร พร้อมตัดสินใจยุติธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อีกต่อไป
ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดจากการ “อดทน” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้าต่อ และเมื่อใดควรปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างเด็ดขาด
การเติบโตอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากคนและวัฒนธรรมองค์กร
เวทีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์ของคนเก่งเพียงไม่กี่คน แต่เป็นผลจากวัฒนธรรมองค์กร ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทดลอง และเรียนรู้จากความผิดพลาด
การดึงดูดคนรุ่นใหม่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการผสมผสานระหว่างมืออาชีพกับคนรุ่นใหม่ ในการสร้างระบบที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับเป้าหมายขององค์กรให้เป็นรูปธรรม ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว
“การเติบโตที่เหนือกว่า” ไม่ได้วัดกันที่ความเร็ว แต่คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง
แม้บริบทของแต่ละองค์กรและการตัดสินใจของผู้นำจะแตกต่างกัน แต่ทุกบทเรียนจากเวที CEO Forum 2026
ต่างสะท้อนข้อสรุปร่วมกันว่า การเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความกดดัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่อยู่ที่การเลือกโอกาสที่เหมาะสม กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล การลงมือทำอย่างมีวินัย และมีความเชื่อมั่นที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในระยะยาว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่สามารถ Outperform ได้ ไม่ใช่องค์กรที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือองค์กรที่มีความชัดเจนในทิศทาง กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และกล้าตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนมีภาวะผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโต
สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Website: www.tma.or.th หรือ Facebook: TMA Thailand Management Association
