กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย อันประกอบไปด้วย บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Smart & Sustain” เพื่อยกระดับร้านค้าดั้งเดิมสู่ “Smart Retail” ที่ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความร่วมมือนี้ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าฯ จะถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI ในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ร้านค้าได้เรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างพฤติกรรมการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์

ในปี 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการร้านค้าส่งท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 2,700 ราย ครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้ 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบ ที่มุ่งยกระดับร้านค้าที่มีศักยภาพจำนวน 30 ราย ให้เป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยนำผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ณ สถานประกอบการ รวมถึงจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจค้าส่งค้าปลีก เพื่อให้ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินวิเคราะห์ธุรกิจ และเป็นแนวทางช่วยให้ร้านค้ามีการบริหารจัดการที่ดี และโครงการสมาร์ทโชห่วย พลัส ที่ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2,670 ราย ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การส่งเสริมให้ร้านค้านำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการ การปรับภาพลักษณ์ร้านค้าตามหลัก 5ส และการเชื่อมโยงเครือข่ายร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น พร้อมขยายผลสู่ร้านค้าปลีกเครือข่าย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและพันธมิตรพร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นไทยให้ก้าวทันโลกยุคเปลี่ยนผ่านที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าเครื่องดื่มทั่วประเทศ ได้เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้ที่ใช้ได้จริงให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงร่วมสร้างความตระหนักรู้ในเรื่ององค์ประกอบด้านการค้าและการบริหารจัดการธุรกิจที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมที่ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลขยะในชุมชน ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างรากฐานเศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศไทยให้เข้มแข็งและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว
กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ใน 2 ด้านหลักแล้ว และจะมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการในมิติอื่นๆ ต่อไป โดยกลยุทธ์ 2 ด้านหลัก ณ ปัจจุบัน ได้แก่
ด้านเทคโนโลยี: ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า นำองค์ความรู้จากการประยุกต์ใช้ “Order Bot” มาพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับการบริหารคำสั่งซื้อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยผสาน AI กับความเข้าใจธุรกิจ ทำให้สั่งซื้อสินค้าได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดส่งรวดเร็วภายในวันถัดไป มีระบบติดตามออเดอร์แบบเรียลไทม์ ปลอดภัย พร้อมโปรโมชั่นและทีมงานดูแล ทั้งนี้ บริษัทได้นำองค์ความรู้และโซลูชันดังกล่าวมาแบ่งปันให้กับร้านค้าปลีกและค้าส่ง เพื่อจุดประกายการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสสู่การเติบโตในอนาคต
ด้านความยั่งยืน: แทรชลัคกี้ พันธมิตรของโคคา-โคล่าในโครงการ “โค้ก ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky” ได้ชักชวนร้านค้าต้นแบบเข้าร่วมเป็นจุดรับวัสดุรีไซเคิลในชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความรู้ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิล แต่ยังสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับร้านค้า ทั้งรายได้จากการขายวัสดุรีไซเคิล และการสร้าง Traffic ดึงดูดลูกค้าใหม่ด้วยระบบการแยกวัสดุรีไซเคิลสะสมแต้มแลกรางวัล ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างร้านค้าและชุมชนในระยะยาว
นายศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า ประจำประเทศไทย และลาว กล่าวว่า “โคคา-โคล่า ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมาเป็นเวลา 77 ปี และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศคือหัวใจสำคัญในการส่งมอบเครื่องดื่มให้ถึงมือผู้บริโภคในทุกวัน ความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะนำทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่าง ๆ เครื่องมือดิจิทัล และประสบการณ์การดำเนินงานในพื้นที่ มาร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการ ผ่านการส่งเสริมการใช้ระบบสั่งซื้อที่ขับเคลื่อนด้วย AI ควบคู่กับการมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดการรีไซเคิลในชุมชน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ และช่วยให้ชุมชนสามารถร่วมลงมือรีไซเคิลง่ายขึ้น”
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เปิดตัวขึ้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ระหว่างวันที่ 26 – 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรวมถึงสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ปรับโมเดลธุรกิจด้วย AI การศึกษาดูงานร้านค้าต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ ก่อนขยายผลสู่ภูมิภาคอื่นๆ ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน เตรียมตัวพบกับกิจกรรม โครงการสมาร์ทโชห่วย พลัส ที่จะจัดขึ้นในแต่ละภูมิภาคทั่วไทย
ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดตามรายละเอียดและกำหนดการจัดกิจกรรมในแต่ละภูมิภาคได้ที่ Facebook Page “สมาร์ทโชห่วย” เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

