เดนทิสเต้ประกาศแผนปี 2569 ตั้งเป้าผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในเอเชีย ชู 3 กลยุทธ์ นวัตกรรมยาสีฟัน-รุกตลาดอาเซียน-ผนึกความร่วมมือกับลิซ่าต่อเนื่องปีที่ 4

เดนทิสเต้ (DENTISTE’) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในประเทศไทย ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชีย เดินหน้าทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพรีเมียมด้านนวัตกรรมดูแลช่องปาก (Premium Market Leadership & Innovation) 2) รุกตลาดยาสีฟันพรีเมียมในอาเซียน (Regional Market Penetration) ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และอยากครองใจผู้บริโภค ด้วยผลิตภัณฑ์ยาสีฟันเดนทิสเต้ระดับพรีเมียม นำโดยลิซ่า ที่จะเป็นตัวแทนเดนทิสเต้ครองใจผู้บริโภคใน 3 ประเทศ 3) สานต่อความร่วมมือกับ “ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล” (Collaboration with LISA) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” เพื่อสื่อสารแนวคิด “รอยยิ้มสวยมั่นใจ” ของลิซ่าที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 4 ปี และสร้างความประทับใจและการจดจำแบรนด์เดนทิสเต้
นายศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “เดนทิสเต้ เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Premium Oral Care ของไทยที่เติบโตไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก เรามุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับผู้คนผ่าน Innovation ต่างๆ เพื่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดี มีรอยยิ้มที่มั่นใจ และลมหายใจหอมสดชื่น โดยมีจำหน่ายใน 27 ประเทศทั่วโลก”
ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น จากปี 2567 ประมาณ 6% เนื่องจากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว ในส่วนของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีการเติบโต 10% จากปี 2567 เนื่องจากการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงขึ้น
เดนทิสเต้ครองความเป็นที่ 1 และผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในประเทศไทยอย่างแข็งแรง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ 30% และเติบโตมากกว่าตลาด โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 สูงถึง 20% ซึ่งเดนทิสเต้เติบโตในระดับนี้ทุกปี
ความสำเร็จของเดนทิสเต้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดจากการเติบโตด้านนวัตกรรมต่างๆ โดยมีผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ รีมิน (Dentiste’ Remin) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเซรั่มฟันที่มีเทคโนโลยี BioMin® F จากประเทศอังกฤษ ช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟู และปกป้องเคลือบฟัน โดยการเติมแร่ธาตุกลับเข้าไปในผิวฟัน ช่วยลดอาการเสียวฟัน ป้องกันฟันผุ เสริมความแข็งแรงให้ฟัน และทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมให้มีการเติบโตสูง เนื่องจากคนไทยมีปัญหาเสียวฟันทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก เดนทิสเต้ยังต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร (holistic care) นอกจากการแก้ปัญหากลิ่นปากโดยเฉพาะแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งปัญหากลิ่นปากกับฟันผุ และเสียวฟัน เช่น Dentiste’ Remin, Dentiste’ Repaire, และยาสีฟัน Dentiste’ Whitening Purple เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายศิวกร กล่าวต่อไปว่า “คนไทย คนเอเชีย และคนทั้งโลกมีความต้องการที่คล้ายกัน คือ อยากได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น เปลี่ยนเป็นสู่เทรนด์ Premiumization มากขึ้น โดยนวัตกรรมของเดนทิสเต้ ได้ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นในปีที่ผ่านมา เรามุ่งสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย โดยมีแคมเปญแจกผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ แม็กซ์ ให้กับกรมอนามัย และคลินิกทั่วประเทศ ผมอยากเชิญชวนคลินิกที่สนใจมาร่วมแคมเปญกับเรา รับยาสีฟันฟรี เพื่อร่วมมือโปรโมทการป้องกันฟันผุด้วยเดนทิสเต้ แม็กซ์ที่มีฟลูออไรด์ 1500 ppm ขนาด 10 กรัม ซึ่งแจกไปกว่าหนึ่งล้านหลอดในปี 2568 และยังแจกยาสีฟันฟรีผ่านคลินิกที่ร่วมแคมเปญอย่างต่อเนื่องในปี 2569 นอกจากนี้ ลิซ่า ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้สร้าง “Lisa Impact” ผลกระทบที่ดีให้กับแฟนคลับ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์เดนทิสเต้”
เปิด 3 กลยุทธ์เดนทิสเต้สร้างแบรนด์ให้ครองใจผู้บริโภคไทยและอาเซียน
นายศิวกรกล่าวเสริมว่า “ในปีนี้ เดนทิสเต้มุ่งตอกย้ำการเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม ผ่านกลยุทธ์หลักในการยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกด้าน การรุกตลาดยาสีฟันระดับพรีเมียมในภูมิภาคอาเซียน และความร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์อันดับหนึ่งอย่างลิซ่า ลลิษา มโนบาล อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ เป็นปีที่ลิซ่ากลับมาเปิดตัวยาสีฟันเดนทิสเต้ สูตรใหม่ “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” เป็นปีที่ 4 และมาแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปากครบวงจร เป็นการร่วมมือเป็นพันธมิตร 4 ปีแห่งความเชื่อมั่นในคุณภาพของเดนทิสเต้ และลิซ่าก็ยังใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มมั่นใจไปสู่คนรุ่นใหม่และครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างเหนียวแน่น”
กลยุทธ์ที่ 1: ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค (Premium Market Leadership & Innovation)
เดนทิสเต้ชี้ว่า อินไซต์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 หลอดสีทอง สูตรที่ดีที่สุดของเดนทิสเต้ ดูแลครบจบปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก เช่น เลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ดูแลช่องปากอย่างเข้มข้นนานถึง 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm
นอกจากนี้ ลิซ่ายังเปิดตัว เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากระหว่างวัน เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกวัน
กลยุทธ์ที่ 2: เจาะจงและรุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ (Regional Market Penetration)
เดนทิสเต้วางกลยุทธ์รุกตลาดอาเซียนในปี 2569 ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยมีประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ โดยทั้งสามประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีความชื่นชอบศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์
กลยุทธ์ที่ 3: สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า-ลลิษา มโนบาล (Collaboration with LISA)
นายศิวกรกล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลิซ่าที่จับมือกับเดนทิสเต้ ทำให้คนไทยมีสุขภาพฟันที่ดี มีรอยยิ้มสดใส และมีความมั่นใจในเดนทิสเต้ตลอด 3 ปีที่ผ่านแคมเปญและกิจกรรมดีๆ อย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณคนไทยที่เชื่อมั่นเดนทิสเต้มาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกจนปัจจุบัน เราสัญญาว่า จะดูแลสุขภาพช่องปาก มอบนวัตกรรมดีๆ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย เดนทิสเต้ เป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่การเป็น Global brand เช่นเดียวกับ ลิซ่า ซึ่งเป็นศิลปินคนไทยที่ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เรามี DNA เดียวกันในการสร้างแบรนด์พรีเมียมสู่เวทีระดับโลก”
ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับลิซ่าเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ” ที่มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปาก และสื่อสาร “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจของลิซ่าไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปาก ด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
สำหรับประเทศไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ลิซ่า เป็นตัวแทนรอยยิ้มและสุขภาพที่ดี โดยที่ลิซ่าจะมาแนะนำผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช ซึ่งจะสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญซื้อยาสีฟันแถมแปรงสีฟัน พร้อมเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลคชั่นพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทมไว้ให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี
นายศิวกรกล่าวทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการ Connect เชื่อมความผูกพันของผู้คนด้วยความมั่นใจ เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและดีเยี่ยมทุกๆ วัน เราตั้งเป้าอยากให้ผู้บริโภคได้ทดลองผลิตภัณฑ์และมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น โดยมุ่งผลักดันแบรนด์เดนทิสเต้ให้แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพและนวัตกรรม ก้าวสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชียภายในปี 2569 นี้”
“ยาสีฟัน เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” (DENTISTE’ Premium Care Toothpaste) ใหม่ มีจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ราคา 165 บาท และขนาด 100 กรัม ราคา 275 บาท “เซรั่มฟันรีมิน” (DENTISTE’ Remin Biomin Tooth Serum)มีจำหน่ายในขนาด 15 กรัม ราคา 395 บาท และ “เดนทิสเต้ รีแพร์” (DENTISTE’ Repaire-ReX 3 Tooth Serum) ขนาด 70 กรัม ราคา 860 บาท สามารถซื้อได้ที่ทุกห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ช่องทางออนไลน์ Lazada Shopee และ Tiktok Shop และเว็บไซต์ Official DENTISTE’ หรือคลิก www.dentiste-oralcare.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

