Bitget แนะปรับพอร์ตบิตคอยน์หลังผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯพุ่งรอบ 19 ปีชี้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังโตดีเทรนด์แปลงหุ้นเป็นโทเคนมาแรงเหตุเทรดได้24ชม.ไม่มีวันหยุด

- Bitget เผยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบกว่าสิบปีกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์ ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมาขาขึ้นกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ อาจต้องเพิ่มดอกเบี้ยในช่วงปลายปี มั่นใจราคาบิตคอยน์ยังยืนเหนือ 60,000 ดอลลาร์ ได้จากแรงซื้อนักลงทุนสถาบัน แนะปรับพอร์ตลงทุนหุ้นเทคโนโลยีหลังคลายกังวลฟองสบู่เอไอ
- จับตากระแส Tokenized Equities เติบโตกว่า140% แตะระดับเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ตอบรับนักลงทุนต้องการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด
- ล่าสุด Bitget ขึ้นแท่นผู้นำสภาพคล่องซื้อขายหน้ากระดานที่สูงที่สุดในบรรดาผู้เล่นที่เป็นกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (CEX) รวมทั้งการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของหุ้นรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ Bitget ยังสามารถครองอันดับหนึ่งในด้านสภาพคล่องการซื้อขาย
นางสาวเกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่า ราคาบิตคอยน์รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆได้รับแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯปรับตัวพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี แตะ 5.33% รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่สงบลง แม้ว่าก่อนหน้านี้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐ ฯ หรือ CPI ที่ผ่อนคลายลงช่วยหนุนการเติบโตของสินทรัพย์เสี่ยง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันที่กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง โดยหากราคาน้ำมัน WTI ยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลหรือพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลจะส่งผลลบต่อราคาบิตคอยน์ต่อไปเนื่องจากตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะนำปัจจัยดังกล่าวมาใช้ตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
“ตลาดตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่มาผลักดันราคา ประกอบกับความล่าช้าของกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯหรือ CLARITY Act ทำให้ราคาบิตคอยน์ยังคงเคลื่อนไหว Sideway ต่อไป ถึงอย่างไรยังพอมีเรื่องดีบ้างคือนักลงทุนสถาบันกลับมาซื้อบิตคอยน์ผ่านกองทุน ETF มากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ทำให้มั่นใจว่าราคาจะยังคงยืนเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์ ไว้ได้” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าว
ขณะที่ตลาดคริปโทยังไม่มีทิศทางชัดเจน สินทรัพย์ที่กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยการประกาศงบการเงินล่าสุดของหุ้นขนาดใหญ่ยังแสดงให้เห็นการเติบโตของการใช้งานเอไอ ตลอดจนการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเมมโมรีได้หายไปและตลาดเริ่มคลายกังวลเรื่องงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่สูงจนอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตก ทำให้หุ้นเทคโนโลยีมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ โดยความกังวลเรื่อง Bond Yield จะเป็นแค่ปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้หนึ่งในเทรนด์ที่ต้องจับตาคือการเติบโตของการแปลงหุ้นที่เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenized Equities)โดยรายงานจาก DeFiLlama ระบุว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของ Tokenized Equities ที่มีการซื้อขายจริง เติบโตขึ้นมากกว่า 140% ในปี 2026 โดยพุ่งขึ้นจาก 814 ล้านดอลลาร์ ณ ต้นปี สู่ระดับเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน
“สาเหตุหลักที่ Tokenized Equities ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากนักลงทุนรุ่นใหม่นิยมการซื้อขายหุ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด (24/7) เพราะไม่เกิดช่องว่างของราคา รวมถึงกระแสของเทคโนโลยีเอไอและหุ้นไอพีโอขนาดใหญ่อย่าง SpaceX รวมถึง OpenAI และ Anthropic ยังช่วยจุดกระแสดังกล่าว” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าว
อย่างไรก็ดี DeFiLlama ได้ทำการประเมินความสามารถในการซื้อขาย Tokenized Equities ในทุกแพลตฟอร์มและหลากหลายมิติ เช่น การจัดการสภาพคล่อง กลไกการชำระราคา ฯลฯ ผลคือ Bitget มีส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขาย ต่ำที่สุดที่ 0.83 basis points และมีสภาพคล่องซื้อขายหน้ากระดานที่สูงที่สุดในบรรดาผู้เล่นที่เป็นกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange : CEX) ขณะที่สภาพคล่องการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของหุ้นรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ Bitget ยังสามารถครองอันดับหนึ่งในด้านสภาพคล่องการซื้อขาย
นอกจากนี้ปริมาณการซื้อขาย Reality Tokens ของ Bitget สามารถสร้างปริมาณการซื้อขายสะสมมากกว่า 1.16 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีครองสัดส่วนปริมาณซื้อขายส่วนใหญ่ สะท้อนถึงความต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนวัตกรรมผ่านโทเคนดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
“Bitget ในฐานะ Universal Exchange ได้พัฒนาความสามารถในการให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ทุกประเภทตั้งแต่สินทรัพย์ดิจิทัลรวมถึงสินทรัพย์การเงินดั้งเดิมให้อยู่ในระดับที่นักลงทุนทุกระดับให้ความเชื่อมั่น โดยผลการประเมินโดยบุคคลภายนอกที่เป้นกลางได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีสภาพคล่องการซื้อขายในระดับสูงเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มซื้อขายแบบดั้งเดิม” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าว
