SELIC ปั้น New S-Curve จาก Bio-based Adhesive รับเมกะเทรนด์ ESG โลก หนุนการเติบโตระยะยาว

บมจ. ซีลิค คอร์พ หรือ SELIC ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านกาวอุตสาหกรรมและนวัตกรรมกาวชีวภาพ (Bio-based Adhesive) หนึ่งในผู้ผลิตไม่กี่รายของโลกที่พร้อมรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทมองเห็นโอกาสจากกระแส ESG และ Net Zero ที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก พร้อมเดินหน้าขยายตลาดควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายณรงค์ สุวัฒนพิมพ์ รองประธานกรรมการ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนการดำเนินงาน แต่ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ และการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับฐานลูกค้าหลัก ทำให้บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นปี

ทั้งนี้ SELIC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Bio-based Adhesive หรือกาวชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคต จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG มากขึ้นโดย SELIC ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกาวชีวภาพเพียงไม่กี่รายของโลกที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการผลิตเชิงพาณิชย์

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ สามารถช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเลียม ลดการปล่อยคาร์บอน และยังคงมีคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพการใช้งานใกล้เคียงกับกาวอุตสาหกรรมทั่วไป ทั้งในด้านความแข็งแรง ความรวดเร็วในการเซ็ตตัว และการใช้งานในกลุ่มกาวประเภท Hot Melt ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ Bio-based Adhesive ในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับมากกว่า 10 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด

ด้านแผนธุรกิจกาวอุตสาหกรรม บริษัทฯ ประเมินแนวโน้มความต้องการใช้งานยังอยู่ในระดับที่ดี แม้ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ Hot Melt ในไตรมาสแรกจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล แต่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่การปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก บริษัทฯ ได้เตรียมแผนบริหารจัดการล่วงหน้าไว้แล้ว ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสต็อก และการพิจารณาปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ด้านการแข่งขันจากผู้ประกอบการต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน บริษัทฯ มองว่าเป็นความท้าทายที่ทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของ SELIC คือความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ประสบการณ์การดำเนินธุรกิจที่ยาวนาน และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาฐานลูกค้าและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกลุ่มธุรกิจ Consumer Healthcare ภายใต้แบรนด์ นีโอบัน (Neobun), นีโอพลาส (Neoplast) และมวย (Muay/น้ำมันมวย) เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพชั้นนำจากบริษัท เทวกรรมโอสถ (DVK Healthcare) ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์การสร้าง Brand Awareness อย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการออกแคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการขายใหม่ๆ ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีแผนขยายตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าพันแผลและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลไปสู่กลุ่ม Pet Care และโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ในอนาคต

นายณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างสมดุล โดยเชื่อว่าการดำเนินงานบนพื้นฐาน ESG จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”

ที่มา: IR PLUS