ลุยขยายกำลังผลิตเต็มพิกัด หนุนขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมยางโลก

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดผลงานปี 68 โชว์รายได้ 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.96% กำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.04% จากปีก่อน บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผล 0.26 บาท/หุ้น กำหนดขึ้น XD วันที่ 23 เมษายน 69 รับเงินปันผลวันที่ 7 พฤษภาคม 69 ฟากบิ๊กบอส “ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” ระบุตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโตแตะระดับ 32,000 ล้านบาท หลังปริมาณการจำหน่ายยางธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มราคายางฟื้นตัว ช่วยหนุนราคาขายเฉลี่ย และความสามารถในการทำกำไร พร้อมเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตรับออเดอร์ทะลัก หนุนก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมยางโลก
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) บริษัทฯ มีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,014.04 ล้านบาท หรือ 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232.05 ล้านบาท หรือ 14.04%% โดยมีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 36,251 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.25จากปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในอัตรา 0.31 บาทบาทต่อหุ้น โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ไปแล้วในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยังคงเหลือเงินปันผลสำหรับงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 อีก 0.26 บาท คิดเป็นเงิน 480.43 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เมษายน 69 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 7 พฤษภาคม 69 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวยังต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 256
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโต โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และตั้งเป้ายอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นการขยายตลาด โดยเฉพาะประเทศอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นคงของรายได้ผ่านสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 2 รายภายในปีนี้
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งอาคารและเครื่องจักร ซึ่งได้สั่งซื้อเครื่องจักรเรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2570 ทั้งนี้ ปัจจุบัน NER เป็นโรงงานผลิตยางธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก
“โรงงานแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี และผลักดันให้กำลังการผลิตรวมของ NER เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 835,600 ตันต่อปี ภายในปี 2570 โดยปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order Book) รองรับการผลิตยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราประมาณ 200,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โรงงานแห่งที่ 3 จะเป็นฐานการผลิตหลักในการรองรับโครงการดังกล่าว ทำให้การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้มีความจำเป็นและสอดรับกับแผนการเติบโตในระยะยาว”
สำหรับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง บริษัทใช้กลยุทธ์ Matching ควบคู่กับการทำ Hedging ตามสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พร้อมบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้าน ESG บริษัทได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทั้งนี้ ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ NER จากการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการใช้ยางพาราในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น บริษัทเชื่อว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานให้ NER ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชั้นนำของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับสากล

Symbol: NER
