สหรัฐฯ เดินหน้าออกประกาศใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศโดยเฉพาะชิปขั้นสูง การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าชิปขั้นสูงเฉพาะในกลุ่มชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณี สำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น การนำไปใช้ใน U.S. Data centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น
การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก
การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ พึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมควบคู่กับกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศมากขึ้น โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกปรับตัวสูงขึ้น และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปใหม่ให้มีการขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันของมาตรการภาษี
ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน
1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเภทของชิป (HS Code 8541) ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับสิทธิภาษี 0% และสินค้าไทยที่มีพิกัดศุลกากรตรงกับที่สหรัฐฯ ระบุ (HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30) ยังไม่เข้าเกณฑ์ “ชิปขั้นสูง” ที่ถูกเรียกเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น 2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทย แม้ว่าไทยยังคงเป็นแหล่งลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E ราว 21% ของการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 181,670 ล้านบาท แต่มาตรการภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น
SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิปโลก โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต
เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า
KEY POINTS
สหรัฐฯ เดินหน้าประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท
ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องทั้งภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าทุกประเทศ (Universal tariffs) และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งรวมไปถึงการออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า (Specific tariffs) ภายใต้มาตรา 232 ที่มีสินค้าบางรายการที่ไทยถูกเรียกเก็บไปแล้ว เช่น สินค้ากลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนฯ, สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟฟ้ากำลังที่มีส่วนประกอบของเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางรายการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในปีนี้ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญบางชนิด เครื่องบินพาณิชย์ เป็นต้น และยังคงมีสินค้าไฮเทคบางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, อุปกรณ์สื่อสาร และแผงวงจรไฟฟ้า ที่ยังถูกยกเว้นภาษีเป็น 0% ชั่วคราว เพื่อรอการพิจารณาเก็บภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติมในระยะข้างหน้ข้อง 25% ตามมาตรา 232 (Section 232) จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย และมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 การปรับขึ้นภาษีชิปครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีนำเข้าฮาร์ดแวร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปโดยเฉพาะชิปขั้นสูงจากต่างประเทศ ในระยะแรกของการปรับขึ้นภาษีตามประกาศดังกล่าว จะส่งผลให้สินค้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ซึ่งจะถูกจัดเก็บภาษีเฉพาะในกลุ่มชิปขั้นสูงที่เข้าเกณฑ์ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงเท่านั้น คือ 1) ค่า TPP ระหว่าง 14,000 – 17,500 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 4,500 – 5,000 GB/s 2) ค่า TPP ระหว่าง 20,800 – 21,100 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 5,800 – 6,200 GB/s เท่านั้น เช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณีสำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น กลุ่มที่มีการนำไปใช้ใน U.S. Data Centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น
SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลก
แม้ผู้ออกแบบชิปขั้นสูงหรือชิป AI ยังคงถูกผูกขาดด้วยผู้เล่นรายใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ อย่าง Nvidia แต่การผลิตชิปขั้นสูงของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในไต้หวันมากกว่า 90% ของการผลิตชิปขั้นสูงทั้งหมด ทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุด ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯ จึงได้ต้องเร่งเดินหน้าปรับขึ้นภาษีชิปและวางแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศตามกฎหมาย CHIPS Act โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกสูงขึ้นในระยะข้างหน้า และอาจส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกจากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาการเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้วยการดึงผู้ผลิตชิปขั้นสูงกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น นอกจากนี้ การปรับขึ้นภาษีชิปอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน
1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก 1) มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ใน HS CODE 8541 ซึ่งอยู่ในหมวด Chip devices ที่เป็นชิปสำหรับใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกชิปไปตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 67% ของการส่งออกสินค้าชิปทั้งหมดของไทย 2) การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวด Consumer electronics ที่เป็นสินค้าขั้นปลาย แม้จะตรงตามพิกัดศุลกากรในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ที่สหรัฐฯ กำหนด แต่การจัดเก็บภาษียังคงอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกชิปขั้นสูง เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปไปประเทศคู่ค้าสำคัญ อื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น
2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปอาจจะกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ในช่วงปี 2023-2024 มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E มากถึง 569,715 ล้านบาท และต่อเนื่องมายัง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่ 181,670 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แผนการดึงฐานการผลิตชิปกลับสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปที่สูงขึ้นในครั้งนี้ อาจเป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกและการย้ายฐานไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนที่รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ไทยเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นเอง จากการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้นและอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยที่อาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเริ่มเก็บภาษีเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ
อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีนำเข้าไปยังเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในวงกว้างขึ้นในระยะข้างหน้า โดย SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานผลิตชิปโลก ในระยะสั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัดแต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต
เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า
Symbol: SCB
