“Wearing the Eternal Soul” นิทรรศการภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ

“Wearing the Eternal Soul” นิทรรศการภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ บันทึกจิตวิญญาณศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง เมื่อเสียงงิ้ว ความศรัทธา และความทรงจำของชุมชนกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของเมือง

“Wearing the Eternal Soul” นิทรรศการภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ บันทึกจิตวิญญาณศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง เมื่อเสียงงิ้ว ความศรัทธา และความทรงจำของชุมชนกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของเมือง 

ช่างภาพคนหนึ่งจึงเลือกที่จะบันทึกช่วงเวลาของศาลเจ้าเก่าแก่แห่งชุมชนสะพานเหลืองผ่านภาพถ่าย ก่อนที่บางสิ่งอาจไม่มีโอกาสหวนกลับมาอีกครั้ง สัมผัสเรื่องราวแห่งศรัทธา ความทรงจำ และวิถีชีวิตของชุมชนชาวจีน ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ‘Wearing the Eternal Soul’ ผลงานชุดใหม่โดย สมัชชา อภัยสุวรรณ ศิลปินและช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของผู้คนและสถานที่ต่าง ๆ ผ่านมุมมองทางศิลปะ ครั้งนี้สมัชชาเลือกนำเสนอเรื่องราวหนึ่งของ ‘ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง’ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชุมชนชาวจีนย่านบรรทัดทอง–สามย่าน ผ่านผลงานภาพถ่ายจำนวน 20 ภาพ ที่คัดสรรจากผลงานหลายสิบภาพ ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 

จุดเริ่มต้นของการบันทึกภาพเกิดขึ้นเมื่อสมัชชาทราบข่าวเกี่ยวกับการขอคืนพื้นที่ศาลเจ้าเพื่อนำไปพัฒนาเป็นโครงการร่วมสมัย เขาจึงไปเก็บภาพสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากศาลเจ้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ใจกลางชุมชน รายล้อมด้วยบ้านเรือนและผู้คน ปัจจุบันกลับถูกล้อมรอบด้วยแผ่นกั้นพื้นที่ก่อสร้างจนบริเวณ​ชุมชนร้านค้ารายรอบที่เคยกว้างขวางกลับหดเล็กลงเหลือเพียงทางแคบสำหรับเข้าสู่ศาลเจ้า ขณะที่การแสดงงิ้วประชันกันสองโรงในงาน ‘เสี่ยซิ้ง’ หรือพิธีไหว้ขอบคุณเทพเจ้าช่วงปลายปี ก็เหลือเพียงหนึ่งโรงเล็กๆในเวลาต่อมา

“สมัยก่อนเวลามีงานประเพณีขอบคุณเทพเจ้าในงาน ‘เสี่ยซิ้ง’ จะมีการแสดงงิ้วประชันกันถึง2 โรง เป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและมีชีวิตชีวามาก ทุกวันนี้เหลือการแสดงงิ้วเล็กๆเพียงโรงเดียว บริเวณโดยรอบที่เคยกว้างขวางก็เหลือเพียงทางเดินเล็กแคบให้เข้าไปภายใน แต่ศรัทธาของผู้คนไม่เคยจางหายไป ท่ามกลางการก่อสร้างอาคารสูงที่บีบคั้นศรัทธาและประวัติศาสตร์ให้หดเล็กลงทุกวัน” 

ภาพถ่ายชุดนี้จะพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจความทรงจำของสถานที่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งศรัทธา หากเป็นศูนย์กลางแห่งความผูกพันระหว่างผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะประเพณีการแสดงงิ้ว หรือ ‘อุปรากรจีน’ 

มหรสพสำคัญในงานประจำปีของศาลเจ้า ในยุคที่สื่อบันเทิงสมัยใหม่ยังไม่แพร่หลาย การแสดงงิ้วจึงเป็นทั้งความบันเทิงและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนในชุมชนได้กลับมาพบปะกันพร้อมหน้า หลังจากต่างคนต่างทำงานมา

ตลอดทั้งปี อีกทั้งลูกหลานชาวชุมชนยังมีโอกาสร่วมแสดงงิ้ว ขณะที่ครอบครัวมานั่งชมและให้กำลังใจอยู่หน้าเวที กลายเป็นภาพความผูกพันที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

“สิ่งที่ผมประทับใจคือ สมัยก่อนเวลามีการแสดงงิ้ว ลูกหลานของชาวชุมชนจะมาร่วมกันทำการแสดง แล้วครอบครัวก็ไปนั่งดูและให้กำลังใจกันหน้าเวที เป็นภาพที่อบอุ่นและมีความหมายมากกว่าแค่ศรัทธา แต่มันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผมประทับใจชุมชนและศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้” 

สำหรับสมัชชา ศาลเจ้าแม่ทับทิมแห่งนี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หากเป็นพื้นที่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนที่หยั่งรากมายาวนานกว่า 150 ปี แม้ตัวอาคารศาลเจ้าในปัจจุบันจะมีอายุประมาณ 5 ทศวรรษ แต่ความศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่ทับทิม หรือ ‘เทียนโหวเซี้ยบ้อ’ มีเรื่องเล่าสืบย้อนกลับไปถึงยุคเริ่มก่อตั้งชุมชนสะพานเหลืองในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากความสำคัญทางจิตวิญญาณแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบจีนแต้จิ๋ว ทั้งตัวโครงสร้างอาคาร หลังคา ตุ๊กตากระเบื้องประดับ รูปแกะสลักไม้ปิดทองร่องชาดบนบัลลังก์ เสามังกร และบทกวีภาษาจีนที่ปรากฏบนเสา รวมไปถึงผลงานแกะสลักองค์เทพต่าง ๆ โดยช่างจีนฝีมือประณีตในอดีตที่มีชื่อว่า ‘เปียะบ้วย’ ภายในศาลเจ้ายังเก็บรักษากระถางธูปพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2454 บนกระถางปรากฏพระปรมาภิไธยย่อ ‘จปร’ พร้อมอักษรภาษาจีน สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงศาลเจ้าแห่งนี้เข้ากับเรื่องราวของสังคมไทยในอดีต 

ภาพถ่ายในนิทรรศการให้ความสำคัญกับสีสันและรายละเอียดเบื้องหลังการแสดงงิ้วที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งเครื่องแต่งกาย ฉาก องค์ประกอบต่างๆและฉากชีวิตของผู้คน สะท้อนความมีชีวิตชีวาของศิลปะการแสดงจีนแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกัน Wearing the Eternal Soul ยังทำให้เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิ​จสมัยใหม่และศรัทธาความเชื่อที่ถ่ายทอดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนการหยุดเวลา เพื่อเก็บรักษารายละเอียดของชุมชน ผู้คนและศิลปะการแสดงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปตามยุคสมัย ปัจจุบัน ศาลเจ้าแม่ทับทิมยังคงตั้งอยู่ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ประชาชน และชาวชุมชน ผ่านแคมเปญ #saveศาลเจ้าแม่ทับทิม เพื่อเรียกร้องให้รักษาพื้นที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และจิตวิญญาณ 

‘Wearing the Eternal Soul’ เป็นมากกว่านิทรรศการภาพถ่ายที่บันทึกค่ำคืนหนึ่งของการแสดงงิ้วแต่ยังเป็นการเก็บรักษาความทรงจำของชุมชนและศรัทธาที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงความหมายของการพัฒนาเมือง เมื่อคุณค่าของพื้นที่ถูกประเมินผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจ แล้วประวัติศาสตร์ ประเพณี และความผูกพันของผู้คนจะยังมีที่ทางอยู่ตรงไหน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งหนึ่งมีชีวิต อาจไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นความทรงจำและจิตวิญญาณที่ผู้คนร่วมกันสร้างขึ้นมา และยังคงปรารถนาจะรักษาไว้ให้อยู่ต่อไป 

นิทรรศการภาพถ่าย ‘Wearing the Eternal Soul’ ได้รับการสนับสนุนจาก Scarlett Outsider Gallery  โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G และ Ba Space  เปิดให้เข้าชมฟรี (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569-26 กุมภาพันธ์ 2570 ณScarlett Outsider Gallery ชั้น 37 โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G บนถนนสีลม เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-23.30 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ 16.00-23.00 น.

ที่มา: fyi bangkok