ครบ 10 ปี STMS อพท. เดินหน้าส่งไม้ต่อ 120 ท้องถิ่น ชู “Exit Strategy” บริหารท่องเที่ยวด้วยตัวเอง รับมือโลกรวน

อพท.เปิดทศวรรษใหม่จาก “ผ่านมาตรฐาน” สู่การสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น เตรียมส่งมอบการบริหารจัดการให้พื้นที่ที่มีความพร้อม พร้อมชู 3 ต้นแบบต่อยอดท่องเที่ยวยั่งยืน

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดทิศทางใหม่ของมาตรฐานการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism Management Standard: STMS) หลังขับเคลื่อนครบ 10 ปี มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผ่านเกณฑ์แล้ว 120 แห่ง ใน 22 จังหวัด มุ่งยกระดับจากการผ่านมาตรฐานสู่การบริหารการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ต่อยอดทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวในงานครบรอบ 10 ปี STMS ภายใต้แนวคิด “1 ทศวรรษแห่งความผูกพัน ก้าวต่อไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” (STMS 10 Years: Recognize Reconnect Reimagine) ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ตั้งแต่ปี 2559 อพท.ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย พัฒนาศักยภาพ อปท.ให้บริหารการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดย STMS เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และสามารถต่อยอดสู่มาตรฐานระดับนานาชาติ ทั้งนี้ การผ่านเกณฑ์ต้องมีผลการดำเนินงานจริงไม่ใช่เพียงเข้าร่วมอบรม โดย 9 ปีแรกมี อปท.ผ่านมาตรฐาน 107 แห่ง และปี 2569 เพิ่มอีก 13 แห่ง

“STMS เป็นเหมือนกระดุมเม็ดแรกของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เมื่อท้องถิ่นผ่านเกณฑ์แล้ว สามารถนำไปต่อยอดสู่มาตรฐานระดับนานาชาติได้ แต่สิ่งสำคัญคือการใช้มาตรฐานสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่” นายศิริปกรณ์กล่าว

สำหรับทศวรรษต่อไป อพท.เตรียมขับเคลื่อนแนวคิด Graduation Plan & Exit Strategy เพื่อส่งมอบบทบาทการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อม สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และบริหารทรัพยากรได้ด้วยตนเอง โดย อพท.ยังคงสนับสนุนองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพจาก 120 แห่ง ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาในระดับนโยบาย

นายศิริปกรณ์ระบุว่า แต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน บางแห่งมุ่งสร้างรายได้ ขณะที่บางแห่งให้ความสำคัญกับความสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชน มาตรฐานจึงเป็นกรอบร่วมกัน แต่คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเอง

อีกหนึ่งความท้าทายในทศวรรษหน้า นายศิริปกรณ์กล่าวว่า คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) โดยเฉพาะฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และอากาศร้อนจัด ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ท้องถิ่นจึงต้องปรับรูปแบบการท่องเที่ยว เช่น จัดกิจกรรมช่วงเช้าหรือเย็น เตรียมกิจกรรมในร่มรองรับฝนตกผิดฤดูกาล และพัฒนาแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เพราะการผ่านมาตรฐาน STMS ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่ต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายกู้เกียรติ นิ่มเนียม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากชุมชน เพราะคนในพื้นที่เข้าใจทรัพยากรและจุดแข็งของตนเองดีที่สุด ขณะที่ภาครัฐควรสนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ โดย อปท. ต้องพัฒนาบุคลากรและระบบบริหารจัดการให้พร้อมขับเคลื่อนด้วยตนเอง พร้อมเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้โดยไม่ทำลายทรัพยากรในระยะยาว

“การพัฒนาต้องเริ่มจากข้างในชุมชน เพราะหากรัฐเข้าไปทำเพียงฝ่ายเดียว เมื่อหมดการสนับสนุนก็อาจไม่ยั่งยืน เราต้องสร้างคนและสร้างความร่วมมือให้ท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนการท่องเที่ยวต่อไปได้ด้วยตนเอง” นายกู้เกียรติกล่าว

ภายในงานยังจัดเวทีเสวนา “บทเรียนจากพื้นที่ สู่อนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” โดยมีผู้บริหารจาก 3 ท้องถิ่นร่วมถ่ายทอดผลสำเร็จในการนำมาตรฐาน STMS ไปใช้พัฒนาพื้นที่

นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน จังหวัดน่าน กล่าวว่า การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวต้องเริ่มจากการสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วมดูแลเมือง เทศบาลจึงส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ 95% พร้อมพัฒนาเมืองเดินได้ ส่งเสริมจักรยานและรถไฟฟ้า EV ภายใต้แนวคิด Smart City สู่ Human City ขณะที่ถนนคนเดินสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ประมาณ 1 ล้านบาทต่อสัปดาห์ โดยเมืองน่านผ่าน STMS ตั้งแต่ปี 2559 และต่อยอดสู่รางวัลมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน ประจำปี 2569

ขณะที่ นายสุชิต ชูชิด รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า พื้นที่นำบ่อน้ำร้อนธรรมชาติมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในการวิเคราะห์คุณภาพน้ำแร่และพัฒนาบริการวารีบำบัด พร้อมยกระดับสินค้า OTOP และใช้ข้อมูลนักท่องเที่ยวกับรายได้มาวิเคราะห์ปรับปรุงบริการ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้พื้นที่

ส่วน นางนิยม กุลาชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกกสะทอน จังหวัดเลย กล่าวว่า ชุมชนภูลมโลจัดระบบรถนำเที่ยวชมดอกพญาเสือโคร่ง ควบคู่กับมาตรการจัดการขยะและความปลอดภัย พร้อมจัดสรรรายได้จากการท่องเที่ยว 10% เข้ากองกลางของชมรม เพื่อนำไปฟื้นฟูทรัพยากรและปลูกต้นพญาเสือโคร่งเพิ่มประมาณ 1,000 ต้นต่อปี เป็นตัวอย่างการนำรายได้จากการท่องเที่ยวกลับมาดูแลแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง

นอกจากนี้ อพท.ยังมอบประกาศนียบัตร STMS ประจำปี 2569 แก่ อปท. ทีผ่านเกณฑ์ใหม่ 13 แห่ง ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 3 แห่ง เทศบาลตำบลแม่ไร่ เทศบาลตำบลแม่สาย และ อบต.ริมโขง จังหวัดพัทลุง 4 แห่ง เทศบาลตำบลตำนาน เทศบาลตำบลโคกม่วง เทศบาลตำบลท่าแค และเทศบาลตำบลพญาขัน จังหวัดเลย 3 แห่ง อบต.สามตาม อบต.ลาดค่าง และ อบต.ปากหมัน จังหวัดตราด 1 แห่ง อบต.ท่าโสม จังหวัดชลบุรี 1 แห่ง เทศบาลตำบลนาจอมเทียน และจังหวัดสมุทรปราการ 1 แห่ง อบต.บางกะเจ้า ส่งผลให้เครือข่าย STMS เพิ่มเป็น 120 แห่ง ใน 22 จังหวัด

การก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของ STMS จึงไม่ได้วัดจากจำนวนท้องถิ่นที่ผ่านมาตรฐานเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้ กระจายประโยชน์สู่ประชาชน รักษาทรัพยากร และรับมือความเสี่ยงในอนาคต เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดและบริหารอนาคตการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน.

 

ที่มา: เอ.ยู.คอมมิวนิเคชั่น