กรมอนามัยเผยผลการเสวนาระดับชาติ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” ในเวที “สภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ประเด็น “การส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร” โดยมี นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงสี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวภัทรพร เล้าวงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพัฒนาสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมอภิปราย และรองศาสตราจารย์ ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า การรับมือสถานการณ์เด็กเกิดน้อยของประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการรณรงค์ “ชวนให้คนมีลูก” แต่ให้คนที่ต้องการมีลูก “มีได้จริง และเลี้ยงได้ดี” โดยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ครอบครัวชะลอหรือยกเลิกการมีบุตร ทั้งค่าครองชีพ ความมั่นคงในการทำงาน ที่อยู่อาศัย ระบบดูแลเด็กเล็ก ต้นทุนด้านเวลาและสุขภาพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ ข้อมูลจากการประเมินผลนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2560–2569) สะท้อนว่า ต้นทุนที่ครอบครัวคำนึงถึงไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต แต่รวมถึงความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ครอบครัวคาดหวัง ทั้งการศึกษา ที่อยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนั้น การลดต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรสามารถตัดสินใจ มีบุตรได้จริง ขณะเดียวกัน รายงานสถานะประชากรโลกปี 2025 ที่ถูกนำเสนอในเวที ระบุว่า คนไทยร้อยละ 51 มีข้อจำกัดทางการเงินเป็นเหตุให้มีบุตรน้อยกว่าที่ตั้งใจ ขณะที่ร้อยละ 12 ระบุว่าเปลี่ยนใจไม่ต้องการมีบุตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบสนับสนุนครอบครัวที่ยังไม่เอื้อต่อการมีและเลี้ยงดูบุตร
ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เสนอให้รักษาระดับอัตราการเกิดไม่ให้ลดลง โดยต้องไม่ถูกตีความเป็นการกำหนดให้ประชาชนต้องมีบุตร แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ “คนที่อยากมีลูก สามารถมีลูกได้ตามความตั้งใจ” พร้อมเคารพสิทธิและการตัดสินใจของผู้ที่ไม่ประสงค์จะมีบุตร ผ่านนโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบายด้านการดูแลเด็ก (Childcare Policy) การจัดบริการและมาตรฐานการดูแลเด็กที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2) นโยบายด้านสถานที่ทำงาน (Workplace Policy) สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว (Family Work-Life Balance) ส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly Policy) รวมถึงสิทธิการลา 3) นโยบายด้านการเงิน (Financial Policy) จัดให้มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินสำหรับครอบครัว 4) นโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Policy) ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ดูแลและสนับสนุนผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก (Infertility) 5) นโยบายด้านครอบครัว (Family Policy) ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equity) ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและกลุ่ม LGBTQ+ ตลอดจนส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (RH Literacy) เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการวางแผนครอบครัว
เพราะการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยไม่สามารถเป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้งสุขภาพ การศึกษา แรงงาน สวัสดิการ ที่อยู่อาศัย ภาษี และเศรษฐกิจ เวทีจึงเสนอให้ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก บูรณาการแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เปลี่ยนกรอบคิดจาก “สวัสดิการ” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ

